ThaiMARCH.comAOT
21 กันยายน 2019, 03:43:27 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: [1] 2 3 ... 23   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิ่งทางไกล 100-120 ได้ 16 โลลิตร(19 โลลิตร สรุปปัญหาหน้า 11, ค่าเฉลี่ยหน้า 12)  (อ่าน 94447 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 09:01:53 »

ออกตัวค่อย ๆ ออก

เบรคก้อธรรมดาปกติ

รถไม่ติด

ขับขี่เรื่อย ๆ

วิ่งจนน้ำมันคำนวนระยะทางที่เหลือไม่ได้

หน้าปัดแสดง 560 โล

เติมน้ำมันเต็มถัง โหหมดไปตั้ง 36 ลิตรแนะ

ไหนนิสสันบอกว่า น้ำมัน 1 ถังวิ่งได้มากกว่า 1000 โล งัย

เอิ้กกกกก

ตอนนี้รถวิ่งมาได้ 38xx โลแล้ว

ข้อมูลการทดสอบ

ผู้ใหญ่ 2 คน หนักคนละ 50 กก.

เด็ก 5-6 ขวบ 2 คน

มีของเต็มฝาท้าย

ขับขี่ทางไกลไป จ. นครศรีธรรมราช ด้วยความเร็ว 100 - 120 ส่วนมากจะอยู่ที่ 110 โดยประมาณ และ เ่ร่งแซงบ้างไม่เกิน 130 (ขับขี่เรื่อย ๆ)

ทั้งขาไปและขากลับ สรุปแล้ววิ่งไประยะทางรวม 1846 โล จอดพักคน (เข้าห้องน้ำ ทานกาแฟ เติมน้ำมัน) รถไม่ได้ดับเครื่อง ขาเดียวถึงที่หมาย

หมดค่าเชื้อเพลิงไป 1100 + 600 + 400 + 600 + 400 = 3100 บาท

ชื้อเพลงที่ใช้ตลอดการเดินทาง 1846 กม. 90 ลิตร

คำนวนอัตราสิ้นเปลือง 1846 / 90 = 20.54 กม./ลิตร
(
           เอ้ามันก้อได้นี่นา แต่ทำไมไม่ได้เหมือนที่นิสสันทำหว่า กทม. - นครศรีธรรมราชใช้น้ำมัน 34 ลิตรไม่เกิน
           แต่ทำไมเราต้องใช้น้ำมันถึง 40-45 ลิตรถึงจะถึง จ.นครศรีธรรมราชหว่า
           หรือเพราะว่าเรา
           บรรทุกคนเยอะกว่านิสสัน
           เรามีกระเป๋าเสื้่อผ้า 2 ใบ แต่นิสสันไม่มี
           เรามีหมอน ผ้าห่มใส่รถไปด้วย แต่นิสสันไม่มี
           เรามีร่มอีก 2 คัน แต่นิสสันไม่มี
           เรามีเป้โน๊ตบุ๊คที่มีโน๊ตบุ๊ค 2 เครื่อง แต่นิสสันไม่มี
           เรามีกล่องเครื่องมือไว้แก้ไขรถยามฉุกเฉินอีก 1 กล่อง แต่นิสสันไม่มี
           เรามีของเล่นลูก ๆ อีกนิดหน่อย แต่นิสสันไม่มี
           เรามีวิทยุสื่อสารอีก 1 เครื่อง + สายอากาศ RV7 สูง 2 เมตร แต่นิสสันไม่มี

           ทำให้เราต้องใช้น้ำมัน 45 ลิตรถึงจะวิ่งถึง จ.นครศรีธรรมราช
           แต่นิสสันใช้แค่ 34 ลิตรก็วิ่งถึง จ.นครศรีธรรมราชแล้ว
)


เพื่อน ๆ คิดว่างัยครับ

ผมคิดว่าค่าเฉลี่ยต่อเที่ยวที่ผมคาดหวังไว้นะ 19 กม./ลิตร ต้องมีให้เห็นครับ

 แต่นี่ เอิ้กก 16 กม./ลิตร ไม่เกินนี้ นี่คือขับขี่เรียบร้อยสุด ๆ

เพราะต้องการค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุดแล้วนะ หากเป็นการขับขี่ปกติ ที่ผมใช้คือ 140-150 แล้วนะ รับรอง 12 กม./ลิตร แง๋ม แฮ่ๆๆๆ

ขอความเห็นเพื่อน ๆ ครับ


พอดีว่าพิมพ์ spec รถ และ น้ำมันไว้หน้าอื่น แต่ก้อยังถามกันอีก

VL CVT + โซฮอลล์ 95 + spec เดิมจากโรงงานแท้ ๆ ครับ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพื่อวัดหาค่าที่สมดุลย์เดิม ๆ ก่อนครับ หากได้จนพอใจแล้วถึงจะเปลี่ยนหรือแต่งอย่างที่เราอยากได้ แล้วค่อยดูสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของรถ จากสิ่งที่เราได้ทำไป เราจะได้รู้ว่าเกิดจากอะไร และ หากจะแก้ต้องแก้อย่างไร ครับ ตอนนี้จึงเดิมสนิท (เดิมยังไม่ดีขืนประเค็นใส่อะไรต่อมิอะไรเข้าไป แล้วบอกไม่ดีเนี่ยจะแก้ลำบากครับ)


===========================================================


คำตอบอยู่หน้า 11 ครับ แต่เพื่อน ๆ ให้ copy มาไว้ที่หน้าแรก ครับ
ลิ้งคำตอบหน้า 11 ครับ http://www.thaimarch.com/index.php?topic=9599.msg225141#msg225141

เพื่อน ๆ หลายท่านติดตามอ่านมาหลายหน้าแล้ว ผมขอแจ้งเบื้องต้นถึงอุปกรณ์ที่ได้เปลี่ยนไปนะครับ

1. ลิ้นเร่งไฟฟ้า และ เซนเซอร์
2. โอทูเซนเซอร์ 2 ตัว (หน้า และ หลัง)
3. idle lerning ecu ใหม่ 2 รอบเห็นจะได้ครับ
3.1 lerning ครั้งแรกก่อนเปลี่ยนอุปกรณ์ แล้วค่าไม่ดีขึ้นเลวลงกว่าเดิม
3.2 เปลี่ยนข้อ 1-2 และ ทำ 3 อีกครั้งครับ (ปัจจุบันเป็นอุปกรณ์ตัวใหม่ครับ)

จริง ๆ แล้วยังมีอุปกรณ์ที่อยู่ในรายการต้องสงสัยอยู่อีกครับ ซึ่งคาดว่าคงจะได้ทดลองเปลี่ยนครับ

เพื่อวิจัยหาความผิดปกติเพิ่มขึ้นครับ

การเครมในแบบของผม ย้ำว่าเราคงไปบอกให้เขาเปลี่ยนเลยทันทีไม่ได้ ครับ จขร. ต้องมีความรู้

เกี่ยวกับเครื่องรถ และ ระบบรถยนต์ค่อนข้างเยอะครับซึ่งแน่นอนครับต้องสามารถอธิบายการทดสอบ

ต่าง ๆ ที่เราได้เคยทดสอบมาด้วยครับเพื่อดักช่างเทคนิคที่เขาจะพยายามปฏิเสธเราครับ และ ต้องเป็น

วิชาการ และ หลักการ และ เหตุผลที่ฟังแล้วเข้าท่าด้วยครับ

สิ่งที่ผมได้แจ้งไปก่อนเปลี่ยนอุปกรณ์คือ

1. ในการขับขี่ความเร็วนิ่ง ๆ ไม่มีการกระดิกขาเลย แต่รอบเครื่องมีการแกว่งไปมา ไม่นิ่ง

(ตย. ถ้าเราเหยียบที่ความเร็ว 80 และไม่ได้กดคันเร่งเพิ่ม หรือผ่อนคันเร่ง ความเร็วจะต้องอยู่ที่ 80 ตลอดเวลา ติต่างว่ารอบเครื่องอยู่ที่ 1500 รอบ ในสภาวะถนนแบบเดิม เช่นถนนราบเรียบ ไม่ใช่ขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ควรต้องอยู่ที่ 1500 รอบนิ่ง ๆ ไม่ควรแกว่งไปมา 1300 1800 2000 เป็น ต้นครับ)

2. ความเร็วมีการกระดิกตามรอบเครื่อง โดยที่ขาไม่ได้เหยียบหรือยกเลยแต่อย่างใด

จากปัญหาข้อ 1-2 ผมสงสัยคันเร่งไฟฟ้า และ เซ็นเซอร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงจากการที่ผมได้เคยแก้ไขรถยี่ห้ออื่นมา เช่น vios, new vios, city, jazz เป็นต้น จึงอนุมานปัญหาว่าน่าจะเป็นลักษณะคล้ายกัน 80%

3. ผมได้ทำการวัดค่า O2 Sensor (เซนเซอร์ไอเสีย) เซนเซอร์ของผมอ่านค่าบางตลอด

ทำให้กล่อง ecu มีการจ่ายน้ำมันหนา ผมจึงขอเปลี่ยนด้วย (เพื่อทดสอบ แต่ผมมั่นใจว่าเสีย) ให้อ่านลงไปด้านล่างเกี่ยวกับความรู้ในการวัดค่า OS Sensor ครับ

หลังจากเปลี่ยน ลิ้นเร่งไฟฟ้าและ O2 Sensor และ ทำการรีเซ็ต ECU ผลที่ได้คือ

"รอบเดินเบาดีขึ้น กลิ่นปลายท่อไอเสียกลิ่นน้อยลง แต่ยังหนาอยู่เมื่อเทียบกับคันอื่น"

จากการทดสอบในตอนนี้ค่อนข้างพอใจ แต่ยังไม่พอใจที่สุดครับ เพราะผมคิดว่ายังต้องมีบางอย่างอีกครับ

ข้อสงสัยตัวต่อไปที่สงสัยคือ ชุดจุดระเบิดครับ "คอยย์" กับ TPS Sensor เพราะไม่ได้เปลี่ยนครับ

กลางเดือนเข้าไปเช็คความคืบหน้า จะลองเปลี่ยนคอยย์ 1 ชุด และ TPS 1 ตัวครับ

เบื้องต้นจากการทดสอบตอนนี้ผมค่อนข้างพอใจครับ

ขอแจ้งไว้เท่านี้ก่อนครับ

ปอลอ.


เรามาเรียนรู้ลักษณะการทำงานของ O2 Sensor เบื้องต้นเพื่อให้สามารถสื่อกับช่างได้บ้างครับ อธิบายได้ดังนี้ครับ

1. ค่าเผาไหม้สมบูรณ์ หรือ Optimum หรือ Close Loop จะวัดค่าช่วงความเร็วคงที่ หรือ รอบเดินเบา ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่ต้องไม่มีการเพิ่มความเร็ว หรือ ลดความเร็ว ค่าจะแสดงอยู่ในช่วง 0.54 - 0.68

2. ค่าเผาไหม้บาง หรือ Lean จะวัดค่าช่วงความเร็วลดลง หรือ การผ่อนคันเร่ง ค่าจะแสดงอยู่ในช่วง 0.0 - 0.48

3. ค่าเผาไหม้หนา หรือ Rich จะวัดค่าช่วงความเร็วเพิ่มขึ้น หรือ การเหยียบคันเร่ง ค่าจะแสดงอยู่ในช่วง 0.7 ขึ้นไปจนถึง 1

ถ้า O2 Sensor เป็นแบบ 4 สายหรือวายแนโร่แบนด์ (เป็นการประยุกต์ระหว่างแนโร่แบนด์ และ วายแบนด์) ซึ่งเป็น O2 Sensor ที่ใช้ในรถยนต์ทั่วไป ไม่ใช่ O2 Sensor สำหรับจูนเนอร์นำมาใช้นะครับ

ให้เติมเลข 1 ไปด้านหน้าอีก 1 ค่า นั่นคือค่าที่อ่านได้ครับ วัดโดยใช้ Digital Meter ครับ แต่ถ้าใช้อุปกรณ์อ่านค่าที่เรียกกันว่า Hand Help หรือ ODB-I หรือ ODB-II จะแสดงค่าเป็นแนโร่แบนด์ทั้งหมด

คือแสดงค่าเป็น 0.0 - 1.0 ครับ


เช่นกันครับ เมื่อเรียนรู้การทำงานแล้วก็มาเรียนรู้ลักษณะอาการของ O2 Sensor เสีย เพื่อพูดคุยกับช่างเทคนิคบ้างครับ อาการเสียมีดังนี้ครับ

หมายเหตุรถยนต์ที่มีกล่อง ECU จะทำหน้าที่เป็น Close Loop ตลอดเวลาครับ ยกเว้นถอนคันเร่ง และ เหยียบคันเร่ง ถึงแม้อย่างนั้นก็จะพยายามทำหน้าที่เป็น Close Loop ตลอดเวลาเช่นกันครับ ดังนั้น

1. ถ้า O2 Sensor อ่านได้บางคือ ไม่เกิน 0.48 แสดงว่ากล่อง ECU ของรถยนต์จะพยายามจ่ายเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ O2 Sensor สามารถอ่านค่าการเผาไหม้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ คือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

แต่ไม่ว่าจะเพิ่มอย่างไร O2 Sensor ก็อ่านค่าได้แค่ 0.48 ผลที่เกิดขึ้นคือ

1.1 รับประทานเชื้อเพลิงครับ ยืนหลังรถไม่ได้แน่นอนครับ เพราะเชื้อเพลิงหนาตลอด จะมีกลิ่นเหม็นและแสบตาครับ

1.2 กรองสกปรกมากขึ้น เพราะระบบแวคคั่มจะมีการดูดอากาศมากขึ้น ถามว่าเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย แน่นอนครับ เมื่อรถมีการจ่ายเชื้อเพลิงมากขึ้น รถก็ต้องการอากาศมากขึ้นเช่นกันครับ ทำให้รถมีการหอบเล็ก ๆ และพยายามดูดอากาศมากขึ้นนั่นเองครับ

1.3 เครื่องจะมีอาการหอบเล็ก ๆ สำหรับรถใหม่ แต่ถ้ารถเก่าละก้อ หอบแบบเห็นชัดเจนครับ

1.4 รอบเครื่องต่ำลงจากปกติ

1.5 แอร์มีการตัดต่อ คอมแอร์ในรอบเดินเบาถี่ครับ เนื่องจากรอบเดินเบาเพี้ยนครับ

1.6 ในระหว่างการขับขี่รถจะอืดไม่ค่อยวิ่ง

สรุปครับ กินเชื้อเพลิง แต่ไม่ทำให้เครื่องยนต์เกิดปัญหาครับ เพราะเมื่อ O2 Sensor อ่านค่าบางกล่อง ECU สั่งจ่ายเชื้อเพลิงหนา ดังนั้นเชื้อเพลิงหนาไม่ทำให้เครื่องยนต์พังครับ

2. ถ้า O2 Sensor อ่านได้หนาคือ ไม่มากกว่า 0.7 แสดงว่ากล่อง ECU ของรถยนต์จะพยายามลดเชื้อเพลิงลงเพื่อให้ O2 Sensor สามารถอ่านค่าการเผาไหม้ได้ลดลงกว่าที่เป็นอยู่ คือลดลงเรื่อย ๆ ครับ

แต่ไม่ว่าจะลดอย่างไร O2 Sensor ก็อ่านค่าได้มากกว่า 0.7 ผลที่เกิดขึ้นคือ จะได้ผลตรงข้ามกับข้อ 1 และ เครื่องยนต์พัง พังแน่ ๆ ครับ จากประสบการณ์ผลพังมาหลายเครื่องแล้วครับ ถ้า O2 Sensor เสียอาการนี้ และ O2 Sensor มีอายุการใช้งานไม่เกิน 6-8 ปีครับ

3. ถ้า O2 Sensor เสียในอาการปกติ คืออ่านค่าได้สมบูรณ์แบบ Close Loop คืออ่านค่าหนาสลับบางตลอดเวลา ตั้งแต่ 0.0 - 1.0 ซึ่งทำให้สังเกตุยาก เมื่อเราไปหาช่าง ในขณะจอดเดินเบาช่างนำอุปกรณ์มาวัดค่า ผลที่ได้ช่างจะบอกเราว่า O2 Sensor ทำงานปกติ แน่นอนครับช่างบอกไม่ผิด หากแต่ขาดขั้นตอนการประมวลผลครับ วิธีการทดสอบกรณี แบบนี้ ทำได้ดังนี้ครับ

3.1 จอดรถอยู่กับที่ให้เครื่องอยู่ในรอบเดินเบา ศึกษาการอ่านค่าของ O2 Sensor ว่ามีการอ่านค่าหนาสลับบาง (0.0-1.0) หรือไม่ ถ้าใช่โอเค ผ่าน

3.2 เปิดแอร์ และ สังเกตุ ณ ช่วงเวลาที่คอมแอร์ทำงาน O2 Sensor จะต้องอ่านค่าได้บางคือ 0.0-0.4 คอยสักพักกล่อง ECU จะทำการสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นจนกว่า O2 Sensor สามารถอ่านค่าหนาได้ และเมื่อปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้สมดุลย์จะกลับมาอ่านค่าแบบ Close Loop คือหนาสลับบาง (0.0-1.0) ได้ดังเดิม

3.2 ปิดแอร์ และ สังเกตุ ณ ช่วงเวลาที่คอมแอร์ไม่ได้ทำงาน O2 Sensor จะต้องอ่านค่าได้หนาคือ มากกว่า 0.7 คอยสักพักกล่อง ECU จะทำการลดการสั่งจ่ายเชื้อเพลิงจนกว่า O2 Sensor สามารถอ่านค่าบางได้  และเมื่อปรับการจ่ายเชื้อเพลิงได้สมดุลย์จะกลับมาอ่านค่าแบบ Close Loop คือหนาสลับบาง (0.0-1.0) ได้ดังเดิม

3.3 นำรถออกวิ่งเพื่ออ่านค่า

3.3.1 ให้วิ่งในความเร็วคงที่ O2 Sensor จะต้องอ่านค่าสมบูรณ์ได้คือ 0.5-0.6 และ สามารถอ่านค่าหนาสลับบางได้ตั้งแต่ 0.0-1.0 ซึ่งกล่อง ECU จะสั่งจ่ายเชื้อเพลิงในอัตราคงที่ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง หรือเป็นการทำงานแบบ Close Loop

3.3.2 ให้เพิ่มความเร็ว เพื่อให้เห็นชัดเจนคือให้กดคันเร่งจมเลยครับ O2 Sensor จะต้องอ่านค่าหนาตลอดเวลาจนกว่าจะยกคันเร่งครับ แสดงค่ามากกว่า 0.7 กล่อง ECU จะทำงานในโหมด Open Loop คือสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นโดยไม่สนใจการวัดค่าการเผาไหม้สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้เปลืองเชื้อเพลิง

3.3.3 ให้ผ่อนคันเร่ง หรือ ถอนคันเร่งออก และ เหยียบเบรคเรื่อย ๆ จนรถหยุด O2 Sensor จะต้องอ่านค่าบางตลอดเวลา แสดงค่า 0.0-0.4 กล่อง ECU จะทำงานในโหมด Open Loop คือสั่งลดการจ่ายเชื้อเพลิงโดยไม่สนใจการวัดค่าการเผาไหม้สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง

เมื่อได้ทดสอบครบทั้งหมดในข้อ 3 แล้ว O2 Sensor แสดงค่าแบบหนึ่งแบบใด เราจะสามารถสรุปได้ว่า O2 Sensor ของเราเสียหรือไม่ ด้วยตัวเราเองได้ครับ

ขอให้เพื่อน ๆ โชคดีครับ สงสัยอย่างไรสอบถามได้ครับ จะตอบให้เท่าที่รู้ครับ ถ้าไม่รู้จะหาคำตอบให้ครับ


===========================================================
ข้อควรรู้เกี่ยวกับรถ เพื่อคุยกับช่างได้อย่างมีเหตุผลครับ

1. มาร์ชเป็นรถที่ใช้ลิ้นไฟฟ้าทั้งเกียร์ CVT และ ธรรมดา

1.1. รุ่นที่เป็นเกียร์ CVT จะคุมการเปลี่ยนเกียร์จากกล่อง ecu ดังนั้นองค์ประกอบของความผิดพลาดในการจ่ายเชื้อเพลิงจึงมีมากกว่า เพราะลากรอบเกียร์ได้จำกัด เนื่องจากมีกล่อง ecu เป็นตัวควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดจึงมองเห็นได้ชัดเจน

1.2. รุ่นที่เป็นเกียร์ธรรมดา จุดผิดพลาดจะอยู่ที่ลิ้นไฟฟ้า ส่วนการควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อยู่ที่คนขับ สามารถขับให้กิน หรือ ขับให้ประหยัดก็สามารถทำได้ที่คนขับเช่นกัน ถึงแม้อุปกรณ์ลิ้นไฟฟ้าจะมีปัญหา แต่เกียร์ธรรมดาจะมีปัญหาน้อยกว่า


ตัวอย่างปัญหา

เช่นหากลิ้นไฟฟ้าของเกียร์ออโต้มีปัญหา จะแสดงให้เห็นตลอดทุกย่านรอบตั้งแต่รอบเดินเบาไปจนถึงการขับขี่

แต่หากลิ้นไฟฟ้าของเกียร์ธรรมดามีปัญหา จะมีปัญหาเฉพาะเดินเบาครับ เนื่องจากเกียร์ธรรมดาในรอบการขับขี่จะถูกควบคุมโดยครัชและผู้ขับขี่ครับ ปัญหาจึงแสดงไม่ค่อยชัดเจนในการขับขี่

ข้อสันนิษฐานและการวิเคราะห์เพื่อคุยกับช่างครับ สำหรับรถที่มีปัญหา และ เป็นเกียร์ธรรมดา เราจะเจอกันว่า "ช่าง ไม่รู้รถเป็นอะไร ตอนจอดเฉย ๆ รอบเครื่องไม่นิ่ง แต่เวลาขับปกติ มันเป็นทีอ่ะไรเหรอ "

ซึ่งช่างจะมีสเต็บในการแก้ไขดังนี้ครับ

1. ใช้ consult ทำการตรวจสอบ และ reset Idle Learning, reset air Idle Learning 1 ครั้ง

2. ใช้ consult ทำการตรวจสอบ ขณะเปิดปิดแอร์ว่ามีปัญหาที่คอมแอร์หรือไม่ โดยการวิเคราะห์จะวิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ

2.1. ไม่เปิดแอร์รอบเครื่องนิ่งปกติ แสดงว่าลิ้นเร่งไฟฟ้า และ เซนเซอร์ปกติ

2.2. เปิดแอร์แล้วรอบเครื่องมีการแกว่งผิดปกติ อาจจะเป็นที่หน้าครัชแอร์ขณะจับมีไฟรั่วลงกราวน์
หรือ
2.3. มอเตอร์เดินเบา (ACC VALUE) สกปรก หรือ ติดขัด หรือ เสีย ทำให้เปิดปิดอากาศ ได้ไม่ราบรื่น ซึ่งช่างอาจจะทำการเปลี่ยน แต่กรณีเปลี่ยนตัวมอเตอร์เดินเบาช่างมักจะเบิกมาทั้งลิ้นเลยครับ แน่นอนจะได้เซ็นเซอร์ตัวใหม่มาด้วย แต่บางช่างอาจจะเปลี่ยนแค่ตัวมอเตอร์เดินเบา อันนี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรากับช่างด้วยครับ

ประมาณนี้ครับ ส่วนท่านอื่น ๆ ที่พอจะมีข้อมูลของเกียร์ธรรมดา ชี้แจงเพิ่มเติมได้ครับปากผมชี้แจงผิด แต่อย่างไรแล้วผมจะคุยกับศูนย์เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้งครับ แล้วจะมาอธิบายเพิ่มเติมอีกครับ




2. การรันอิน

ไม่ใช่ขับขี่ด้วยความเร็ว 60-90 เพียงย่านความเร็วเดียวครับ เพราะการรันอินมีทั้งการรันอินในส่วนตัวเครื่องยนต์ กล่อง ECU ช่วงล่าง เกี่ยวข้องกันหมดครับ

ดังนั้นผมแนะนำให้ขับขี่แบบมี 120 บ้าง แต่ไม่ใช่แช่ที่ 120 มี 140 บ้าง แต่ไม่ใช่แช่ คือกดถึง 120 แล้วก้ออยู่สักพักก็ลดความเร็วมาที่ 80 อะไรอย่างนี้

คือขับให้มีการใช้หลากหลายความเร็วครับ ให้รถสามารถไปได้ทุกย่านความเร็วครับ เพื่อให้กล่อง ECU ได้เรียนรู้ครับ แล้วกล่อง ECU จะรับรู้ว่ารถเราขับ

ได้หลากหลายความเร็วครับ และ แน่นอนครับเป็ํนการทดสอบระบบช่วงล่าง ระบบเบรคต่าง ๆ ด้วยครับ รวมถึงระบบเซนเซอร์ต่าง ๆ ด้วยครับ


3. การดูแลรักษาระยะ 1000 กิโลเมตร

1000 กิโลเมตร ให้ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกของเศษโลหะต่าง ๆ ที่มีหลงเหลืออยู่ในเครืองยนต์

หากเพื่อน ๆ สามารถจ่ายได้ผมแนะนำให้เข้ากระบวกการล้างเครื่องยนต์ เช่น ระบบการล้างเครื่องและเกียร์ ระบบ Wync

หรือ อย่างเบาก็ใช้น้ำยา Flushing Oil ก่อนแล้วค่อยเติมน้ำมันใหม่เข้าไป ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์สะอาดมากกว่าการแค่

ถ่ายน้ำมันเครื่องแค่นั้นครับ



4. AVG ทำงานอย่างไร ?

AVG หรือการหาค่าเฉลี่ยของการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของรูปแบบการขับขี่ ระบบไม่ได้คำนวนตลอดทริปครับ มันเป็นการคำนวนแค่ในช่วงความเร็วการขับขี่ 5 นาที

ที่ผ่านมาแค่นั้นครับ การคำนวนตลอดการเดินทางก็ยังเหมือนเดิมครับคือ

ระยะทางทั้งหมด ที่ได้ เช่น 500 กม. และ วิ่งไปจนถึงเตือนเติมน้ำมัน
เติมน้ำมันเต็มถัง สั่งหยุดแค่หัวจ่ายตัด เติมไปกี่ลิตร จะเป็นน้ำมันที่ใช้ไป ยกตัวอย่างว่าเติมไป 35 ลิตร


คำนวนหาค่าเฉลี่ยตลอดการใช้งาน 500/35 = 14.28 กม/ลิตร ครับ

แต่หากหน้าจอ AVG แสดงว่าได้ 19 กม/ลิตร แสดงว่าในช่วง 5 นาทีที่ผ่านมาเราขับได้ประหยัดครับ

ลองคิดตามความเป็นจริงครับว่า หากหน้าจอ AVG แสดงว่าได้ 19 กม/ลิตร แต่ทำไม 500 แล้วน้ำมันหมดถังอ่ะ ใช่ป่ะ

ดังนั้น AVG จึงไม่ใช่การคำนวนค่าเฉลี่ยตลอดทริป ของน้ำมันในถังนั้นครับ


ขอให้ทุกคนสนุกกับการใช้มาร์ชครับ

ข้อความใด ๆ หากจะนำไปเผยแพร่ต่อ รบกวนอ้างอิงให้ด้วยก็ดีนะครับ

ขอบคุณครับ
Almond
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 29 กันยายน 2010, 16:25:49 โดย Almond » บันทึกการเข้า

Hmu213®Studio
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) 42
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1093

Join Date: เม.ย., 2010



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 09:32:55 »

อ่านมาทั้งหมดแล้วที่คุณคิดนะถูกแล้ว....แต่ มันไม่ใช่    ต้องพลาดในส่วนไหนแน่นอน
ยังงงอยู่ดูจากวิ่ง100-120 มันน่าจะแตะ19-20K/Lนะ เนี่ยใช้ เกียร์อะไร น้ำมันไรครับแจ้งด้วย
วิ่งมา3000กว่าแล้วด้วย เกินรันอิน ของผมเกียร์MT
โซ91 ในเมืองได้15.69แล้ว นอกเมือง19-21 แล้วแต่ความเร็วครับ
บันทึกการเข้า
PeOud®
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) 90
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 4154

Join Date: มี.ค., 2010


น้องโอปอล์ พี่อู๊ด พี่โอ๋ น้องอัพ ThaiMarch@2250


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 09:38:30 »

ขับได้ประมาณแบบนี้แหละครับ ผมก็ขับระยะทางไกลบ่อยครั้ง มีทริ๊กนิดเดียว เอาแบบขำ ๆ นะครับ แต่ทำตัวเลข AVG ที่ได้
กับความเร็วระดับ 110 - 120 km/h ได้สวยกว่าที่คุณได้แน่นอน

ขั้นตอนคือ พอคุณกดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปถึงที่ต้องการแล้ว ปกติเราจะเหยีบบแป้นเ้ท้าลงไปเต็มฝาเท้า ที่ผมทำคือจะ
เหยียบลงไปครึ่งฝ่าเท้า โดยให้ครึ่งของด้านซ้ายมือของเท้าขวาครับ แล้วก็รักษาระดับความเร็วไว้

ผลที่ทำมาได้คือ ตอนเหยียบเต็มเท้าที่ความเร็ว 120 km/h ค่า AVG ออนไลน์ที่ 15.5 - 15.7 km/l พอผมปรับไปเหยียบด้วย
ครึ่งฝ่าเท้า เลขเปลี่ยนเป็น 20 up เลยครับ

เพิ่งขับไป-กลับทองผาภูมิมาเมื่อวาน ความเร็วบนเขาวิ่งอยู่ 90-100 km/h พื้นราบก็ 110-120 km/h ผมใช้เชื้อเพลิงไปกลับ
ไปประมาณ 35 ลิตรครับ กลับระยะทางประมาณ 520 กิโลเมตรครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 สิงหาคม 2010, 09:41:42 โดย ~"O2" family~® » บันทึกการเข้า
TonCompact®
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) 54
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1986

Join Date: มิ.ย., 2010


ถ้าปากตลาดไป ขออภัยครับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 09:54:58 »

ที่เขาทดสอบเขาวิ่งกัน 70 เองครับ
บันทึกการเข้า

"Every dog has its day"
อย่าได้ดูถูกเหยียดหยามใคร แม้จะดูเหมือนสิ้นหวัง เพราะทุกคนย่อมมีวันแห่งชัยชนะของตนได้เช่นกัน

fb.me/toncompact
My March My Review >433"ถังทอง" <<<CLICK
อนุชา®
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) 470
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12299

Join Date: มี.ค., 2010


มาร์ชส้มสุดที่รักของครอบครัว


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 10:00:17 »

รอเครื่องที่ให้อัตราการกินน้ำมันประหยัดที่สุด อยู่ที่ประมาณ1500รอบครับ(สำหรับเกีย์CVT)

ซึ่งผมลองดูแล้ว ต้องวิ่งด้วยความเร็ว 60-80กม./ชม.ครับผม

ปัจจุบันในการเซ็ทค่ากินน้ำมันล่าสุดผมวิ่งในเมืองระยอง(ส่งลูกไปโรงเรียน)มา800กว่ากิโลเมตรแล้ว
อัตราการสินเปลืองเชื้อเพลิง(AVG)ก็ยังอยู่ที่ 20.6 กม./ลิตร
ผมว่าลองปรับลักษณะการขับขี่ดูนะครับ  07 Hi
บันทึกการเข้า


ไม่ได้วิ่งเพื่อทำเวลาดีที่สุด แต่วิ่งเพื่อให้เจอช่วงเวลาที่ดีที่สุด               เต่าทองทัวร์ ดอยอินทนนท์ ปางอุ๋ง ปาย ดอยตุง
http://www.thaimarch.com/index.php?topic=5619.0       http://www.thaimarch.com/index.php?topic=15444.0
tasa@
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 25

Join Date: มี.ค., 2010


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 10:29:01 »

ผมว่าคุณต้องวิ่งในกรุงเทพระยะหนึ่งก่อนเดินทางไกลหรือเปล่า เพราะดูเฉลี่ยทั้งไป-กลับ มันก็ได้ 20 กม./ลิตรนี่นา
ไม่ผิดหรอก
บันทึกการเข้า
parntepvich
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) -6
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3242

Join Date: มี.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 10:59:25 »

 07 Hi 13 Smile    ขอบคุณครับ     08 Wait
บันทึกการเข้า
memonites
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 166

Join Date: มี.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 11:14:47 »

ขึ้นอยู่วิธีการขับขี่ ครับ เป็นคำตอบสุดท้าย
.
.
.
.
.
ถูกต้องนะคร้าบ

ทำไมถึงไม่ได้ 20 โล/ลิตร ทำไมไม่ได้ 1000 โลต่อถัง

march 1 ถัง เติมน้ำมันได้ 41 ลิตร

ถ้าอยากได้ 1000 โล / ถัง ต้องวิ่งให้ได้ค่าเฉลี่ยอย่างน้อยๆ 25 โล/ลิตร

แล้วจะวิ่งอย่างไรให้ได้ 25 โล/ลิตร

Trick ง่ายๆ เปลี่ยนโหมดหน้าจอไปที่ Realtime AVG แล้วขับเรื่อยๆ พยายามเลี้ยงคันเร่งเพื่อให้ได้ realtime avg  20-25 km/l up แล้วเปรียบเทียบกับความเร็วที่ได้บนเข็มหน้าปัด

ซึ่ง ความเร็วประมาณ 70-90 ที่เกียร์ 5 จะให้ค่า realtime ที่ค่อนข้างสูงที่สุด

และเมื่อเร่งความเร็ว โดยรักษาระดับ ที่ 90-110 ค่า realtime จะต่ำลง แต่อยู่ในเกณฑ์ 19-22 km/l

ความเร็ว 120 ขึ้นไป realtime จะเป็น 17-18

มองเห็นภาพหรือยังครับ ว่าทำไม คุณถึงขับไป นครฯ โดยใช้น้ำมันมากกว่าที่เค้าเคยทดสอบ

ผมคิดว่า ความเร็วที่เหมาะสมที่สุดในการขับทางไกล ควรจะอยู่ประมาณ 100-120 (110 กำลังสวย ปลอดภัย ประหยัด) จะหวังให้ได้เท่าที่เค้าทดสอบ คุณก็ต้องวิ่งแบบเดียวกับที่เค้าทดสอบ

 

บันทึกการเข้า
Gunnm ®
Hero Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 870

Join Date: มี.ค., 2010


~ N' icEVie ~


ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 12:02:47 »

มันขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งคุณก็รู้นะ เลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงยัง"สงสัย"อยู่

โอเค ลักษณะการขับ ออกตัวนิ่มๆ ทำให้ประหยัดละ

แต่ ความเร็วที่ใช้ มันแตกต่าง กับที่ นิสสันทดสอบครับ ของคุณ110-120 แต่นิสสัน ไม่เกิน 70

ทั้งๆที่คุณก็รู้ว่า ถ้าคุณขับ 150 อัตราสิ้นเปลืองก็น่าจะมากขึ้น ถึง 12 กิโล/ลิตร

งั้นผมถามกลับนะ

1.คุณไม่รู้ใช่มั้ย ว่านิสสันใช้ความเร็วเท่าไหร่ ?

2.ที่ว่าวิ่งได้ 560 กิโล ใช้น้ำมัน 36 ลิตร คุณวิ่งในเมือง/นอกเมือง อยู่ในทริป ไปกลับ กทม-สุราษฎร์ฯหรือเปล่า ?

ลองคิดดูใหม่นะครับ คุณเข้าใจทุกอย่างดีอยู่แล้วนะครับ  07 Hi
บันทึกการเข้า
Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:31:53 »

ถ้าบอกว่า 120 ยังกิน ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องซื้อ eco car ครับเพราะรถทั่ว ๆ ไปก้อทำได้อ่ะครับ ขับ ไม่เกิน 120 วิ่งได้สบาย ๆ 16 โลลิตรเนี่ย (จริงมั้ยครับ)

รถคันเก่าผม nissan nv เกียร์ออโต้ เครื่อง 1600cc วิ่งได้ 15-16 โลลิตร ครับ ดังนั้นแสดงว่า eco car ของ march เป็นแค่คำกล่าวอ้างให้ดูดี (หรือเปล่า)


ผมได้ติดตามอ่านทริปของเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน และล่าสุด เพื่อนที่เดินทางไป ชม. เขาก้อได้ 19 โลลิตร ในการขับขี่แบบเดียวกับผม

แต่ไม่เป็นไร เพราะกระทู้ีนี้เหมือนกระทู้ล่อเป้าไปนิด

ผมได้ไปตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคกับนิสสันเบื้องต้นมาแล้ว คาดว่าจะมีอะไรผิดพลาด รอทางนิสสันสรุปครับ

เพราะจากข้อมูลที่ผมได้ชี้แจงมา ทางนิสสันได้บอกมาแล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะ

ความเร็วระดับ 100 - 120 ต้องได้มากกว่า 15-16 โลลิตร แน่นอน

และ ถึงแม้ว่านิสสันจะทดสอบด้วยความเร็ว 70 กม./ชม. ก้อตามแต่ เขาได้ 25 กม/ลิตร

(ผมคงขับไม่ได้ครับ เพราะถ้าขับ 70 กม./ชม. ผมคงต้องเปิด รร. นอนกลางทางก่อนถึง นครฯ แน่ ๆ แล้วจะซื้อ มาร์ชมาทำไม)

ถ้าอย่างนั้น eco car คงไม่ใช่คอนเซ็บของ march แล้วละ เพราะขับ ตจว. ก้อคือเหมือนยี่ห้ออื่น หรือ รุ่นอื่นของยี่ห้อเดียวกัน

ต้องบอกว่าเป็น city car เหมือนที่บางยี่ห้อได้ดูถูกไว้หรือเปล่า

------------------------------------------

คำถามคือ เพื่อน ๆ หลายท่านใช้น้ำมัน 37-40 ลิตร โดยเฉลี่ยวิ่งได้ 700-800 กม. วิ่งกันอย่างไร เพราะเท่าที่อ่าน ๆ ดู

จากที่ผ่าน ๆ ในหลาย ๆ กระทู้ ไม่เห็นมีใครขับแค่ 70 เลยนี่ครับ ก็ขับขี่กันปกติทั้งนั้น คือ (80-120) โดยเฉลี่ย

แล้วผมต่างกันตรงไหน ในเมื่อขับความเร็วนิ่ง ๆ ที่ 110 ต่างจังหวัดอีกต่างหาก หยุดก้อน้อย ความเร็วไม่ค่อยเพี้ยน

เดือนทางกลางคืน อากาศเย็น ไม่เป็นภาระเครื่อง

น้ำมันก้อใช้ แก๊ส95 อีกตะหาก ไม่ได้ใช้ e20

หรือเพราะผมคาดหวัดกับคำว่า eco car มากเกินไป

-----------------------------------------
บันทึกการเข้า

Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:37:05 »

มันขึ้นกับหลายปัจจัย ซึ่งคุณก็รู้นะ เลยไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงยัง"สงสัย"อยู่

โอเค ลักษณะการขับ ออกตัวนิ่มๆ ทำให้ประหยัดละ

แต่ ความเร็วที่ใช้ มันแตกต่าง กับที่ นิสสันทดสอบครับ ของคุณ110-120 แต่นิสสัน ไม่เกิน 70

ทั้งๆที่คุณก็รู้ว่า ถ้าคุณขับ 150 อัตราสิ้นเปลืองก็น่าจะมากขึ้น ถึง 12 กิโล/ลิตร

งั้นผมถามกลับนะ

1.คุณไม่รู้ใช่มั้ย ว่านิสสันใช้ความเร็วเท่าไหร่ ?

2.ที่ว่าวิ่งได้ 560 กิโล ใช้น้ำมัน 36 ลิตร คุณวิ่งในเมือง/นอกเมือง อยู่ในทริป ไปกลับ กทม-สุราษฎร์ฯหรือเปล่า ?

ลองคิดดูใหม่นะครับ คุณเข้าใจทุกอย่างดีอยู่แล้วนะครับ  07 Hi

ทราบครับว่าหลายปัจจัย โดยการเปรียบเทียบผมมีดังนี้ครับ และ มีปัจจัยอะไรบ้าง

1. นิิสสันทดสอบโดยมีคนขับ 1 คน ส่วนผม ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2 (แบกเพิ่ม 2 เท่าจากนิสสัน หักไป 1.5 โล อ่ะ)

2. นิสันวิ่งด้วยความเร็ว 70 กม./ชม. ผมวิ่ง 100-120 เฉลี่ยที่ 110 (แบกเพิ่ม 40 กม/ชม. หักไป 2 โล อ่ะ)

3. ผมมีกระเป๋าอีก 2 ใบ นิสสันไม่มี (แบกเพิ่ม 100% เต็ม ๆ หักไป 2 โล อ่ะ)

4. รถน่าจะพ้นรันอินทั้งผม และ นิสสัน (เหมอ ๆ)

นิสสันทำได้ 25 กม./ลิตร ผมทำได้ 16 กม./ลิตร ต่างกัน 9 กม./ลิตร

ซึ่งมันมากไป ซึ่งหากเปรียบเทียบตามค่าถัวเฉลี่ยแล้ว

ผมรับได้ที่ 50% คือ ต่างกันประมาณ 4.5 - 5 กม./ลิตร ซึ่งควรจะออกมาที่ 19 กม./ลิตร ครับ

ไม่ใช่เราผิดหมด และ นิสสันถูกหมดครับ
บันทึกการเข้า

Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #11 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:40:33 »

ขับได้ประมาณแบบนี้แหละครับ ผมก็ขับระยะทางไกลบ่อยครั้ง มีทริ๊กนิดเดียว เอาแบบขำ ๆ นะครับ แต่ทำตัวเลข AVG ที่ได้
กับความเร็วระดับ 110 - 120 km/h ได้สวยกว่าที่คุณได้แน่นอน

ขั้นตอนคือ พอคุณกดคันเร่งเพิ่มความเร็วขึ้นไปถึงที่ต้องการแล้ว ปกติเราจะเหยีบบแป้นเ้ท้าลงไปเต็มฝาเท้า ที่ผมทำคือจะ
เหยียบลงไปครึ่งฝ่าเท้า โดยให้ครึ่งของด้านซ้ายมือของเท้าขวาครับ แล้วก็รักษาระดับความเร็วไว้

ผลที่ทำมาได้คือ ตอนเหยียบเต็มเท้าที่ความเร็ว 120 km/h ค่า AVG ออนไลน์ที่ 15.5 - 15.7 km/l พอผมปรับไปเหยียบด้วย
ครึ่งฝ่าเท้า เลขเปลี่ยนเป็น 20 up เลยครับ

เพิ่งขับไป-กลับทองผาภูมิมาเมื่อวาน ความเร็วบนเขาวิ่งอยู่ 90-100 km/h พื้นราบก็ 110-120 km/h ผมใช้เชื้อเพลิงไปกลับ
ไปประมาณ 35 ลิตรครับ กลับระยะทางประมาณ 520 กิโลเมตรครับ

แบบนี้ผมก้อทำครับ ขับได้ความเร็วนิ่ง ๆ ที่ 110 แล้วก้อค่อย ๆ เลียคันเร่งให้เป็นแรงเฉื่อย ไม่ให้สูง และ ไม่ให้ต่ำ โดยการดูที่

Realtime Mode เพื่อเลี้ยงคันเร่งคอยเช็คการกินเชื้อเพลิงในความเร็ว ณ ขณะนั้น แต่ที่ผมสังเกตุคือ พอผมแตะคันเร่งแค่นิดเดียว

จะตกลงมาเหลือประมาณ 4 กม./ลิตร เลยทีเดียว พอยกนิดนึง มันกระโดดไปที่ 30 กม./ลิตร อะไรมันจะหวือหวา หรือ

สะดู้งสะเทือน รับรู้รวดเร็วอะไรขนาดนั้น พอความเร็วนิ่ง ๆ ได้ที่ 110 - 120 ค่าการกินเชื้อเพลิงแสดงออกมาที่ประมาณ 20-25 กม./ลิตร โดยประมาณ  แต่พอคำนวนค่าเฉลี่ยของการใช้จริงออกมา ไหงออกมาที่ 16 กม./ลิตร ได้ ซึ่งมันไม่ใช่
บันทึกการเข้า

Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:41:53 »

รอเครื่องที่ให้อัตราการกินน้ำมันประหยัดที่สุด อยู่ที่ประมาณ1500รอบครับ(สำหรับเกีย์CVT)

ซึ่งผมลองดูแล้ว ต้องวิ่งด้วยความเร็ว 60-80กม./ชม.ครับผม

ปัจจุบันในการเซ็ทค่ากินน้ำมันล่าสุดผมวิ่งในเมืองระยอง(ส่งลูกไปโรงเรียน)มา800กว่ากิโลเมตรแล้ว
อัตราการสินเปลืองเชื้อเพลิง(AVG)ก็ยังอยู่ที่ 20.6 กม./ลิตร
ผมว่าลองปรับลักษณะการขับขี่ดูนะครับ  07 Hi

ไม่ใช่ว่าผมอวดเก่งหรืออะไรนะครับ ถ้าเพื่อน ๆ มาลองนั่งรถที่ผมขับดูแล้ว และ บอกว่ากินเชื้อเพลิงนะครับ และ ผมต้องปรับการขับรถอีกนะครับ ผมว่าผมเลือกขับรถง่ายกว่าครับ
บันทึกการเข้า

Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #13 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:44:40 »

อ่านมาทั้งหมดแล้วที่คุณคิดนะถูกแล้ว....แต่ มันไม่ใช่    ต้องพลาดในส่วนไหนแน่นอน
ยังงงอยู่ดูจากวิ่ง100-120 มันน่าจะแตะ19-20K/Lนะ เนี่ยใช้ เกียร์อะไร น้ำมันไรครับแจ้งด้วย
วิ่งมา3000กว่าแล้วด้วย เกินรันอิน ของผมเกียร์MT
โซ91 ในเมืองได้15.69แล้ว นอกเมือง19-21 แล้วแต่ความเร็วครับ

ครับเช่นกันครับ ผมก้อคิดว่าต้องมีอะไรพลาดในจุดหนึ่งจุดใดแน่นอน ซึ่งทางนิสสันจะเช็คให้ครับ อาจจะเป็นไปได้ว่ามีเซ็นเซอร์ตัวหนึ่งตัวใดทำงานผิดพลาด ซึ่งตอนนี้จำเลยที่เป็นไปได้คือ O2 Sensor ครับ

และ คิดเหมือนผมครับ 100-120 ต้องมี 19-20 ให้เห็นครับ แต่นี่ 16 เอง

รถผมเป็น VL CVT ล้อเดิม น้ำมันเป็น โซ95 เปิดแอร์ 24 องศา ฝนตก อากาศเย็น อากาศภายนอก 25องศา จากการสังเกตุ คอมแอร์ทำงานน้อยมากครับ เพราะอากาศเย็นอยู่แล้ว
บันทึกการเข้า

Almond
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 410

Join Date: มิ.ย., 2010


worakit@wasdev.com
ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #14 เมื่อ: 23 สิงหาคม 2010, 14:46:07 »

ขึ้นอยู่วิธีการขับขี่ ครับ เป็นคำตอบสุดท้าย
.
.
.
.
.
ถูกต้องนะคร้าบ

ทำไมถึงไม่ได้ 20 โล/ลิตร ทำไมไม่ได้ 1000 โลต่อถัง

march 1 ถัง เติมน้ำมันได้ 41 ลิตร

ถ้าอยากได้ 1000 โล / ถัง ต้องวิ่งให้ได้ค่าเฉลี่ยอย่างน้อยๆ 25 โล/ลิตร

แล้วจะวิ่งอย่างไรให้ได้ 25 โล/ลิตร

Trick ง่ายๆ เปลี่ยนโหมดหน้าจอไปที่ Realtime AVG แล้วขับเรื่อยๆ พยายามเลี้ยงคันเร่งเพื่อให้ได้ realtime avg  20-25 km/l up แล้วเปรียบเทียบกับความเร็วที่ได้บนเข็มหน้าปัด

ซึ่ง ความเร็วประมาณ 70-90 ที่เกียร์ 5 จะให้ค่า realtime ที่ค่อนข้างสูงที่สุด

และเมื่อเร่งความเร็ว โดยรักษาระดับ ที่ 90-110 ค่า realtime จะต่ำลง แต่อยู่ในเกณฑ์ 19-22 km/l

ความเร็ว 120 ขึ้นไป realtime จะเป็น 17-18

มองเห็นภาพหรือยังครับ ว่าทำไม คุณถึงขับไป นครฯ โดยใช้น้ำมันมากกว่าที่เค้าเคยทดสอบ

ผมคิดว่า ความเร็วที่เหมาะสมที่สุดในการขับทางไกล ควรจะอยู่ประมาณ 100-120 (110 กำลังสวย ปลอดภัย ประหยัด) จะหวังให้ได้เท่าที่เค้าทดสอบ คุณก็ต้องวิ่งแบบเดียวกับที่เค้าทดสอบ

 



ขอบคุณสำหรับคำแนะนำดี ๆ ครับ ถ้าอย่างนั้น รถยนต์ยี่ห้ออื่นก้อวิ่งได้ครับ ทางไกล 100-120 ได้ 16 กม/ลิตร ไม่ต้องใช้ eco car ครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 ... 23   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง I ประกันภัยรถยนต์ I ประกันรถยนต์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168
แทงบอล LIGAZ I แทงบอล LIGAZ24 I แทงบอล LIGAZ888 I แทงบอลออนไลน์ I คาสิโนออนไลน์

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS