ThaiMARCH.comAOT
17 กันยายน 2019, 07:51:27 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: 1 ... 10 11 [12]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้  (อ่าน 15313 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #165 เมื่อ: 14 กรกฎาคม 2018, 12:50:20 »

ประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์

กรองแอร์รถยนต์ ถือว่ามีความสำคัญมากๆ เกี่ยวกับอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งเดี๋ยวนี้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต่างใส่มาให้กันตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปทำเพิ่มให้ยุ่งยากเสียเวลาเหมือนรถรุ่นเก่าๆ

      แม้ระบบทำความเย็นในรถยนต์รุ่นเก่าจะสามารถทำความเย็นได้เหมือนกัน แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ มักเกิดจากความสกปรกของระบบแอร์นั่นเอง และส่วนใหญ่มันจะส่งผลดังนี้

     - แอร์ไม่เย็น ลมแอร์ออกมาเบา ทำให้ต้องเร่งพัดลมแอร์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น
     - คอยล์เย็นรั่ว เนื่องจากมีสิ่งสกปรกมาเกาะติด และกัดกร่อนที่แผงคอยล์เย็น
     - ผู้โดยสารคนอื่น รวมถึงตัวคุณเอง อาจเกิดอาการคัดจมูก หรือภูมิแพ้ เนื่องจากสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ที่อยู่ในระบบทำความเย็น

 สำหรับประโยชน์ดีๆ ของกรองแอร์รถยนต์ มีอยู่ดังนี้

     - คอยล์เย็นไม่อุดตันจากฝุ่น และสิ่งสกปรกที่อยู่ในระบบทำความเย็น
     - กรองฝุ่นละออง และสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ให้เข้าไปภายในห้องโดยสาร
     - ห้องโดยสารสะอาด ไม่หมองเร็วเพราะฝุ่นละออง

     แม้ว่าตอนนี้กรองแอร์รถยนต์จะมีใส่ให้แต่รถรุ่นใหม่ๆ แต่รถรุ่นเก่าก็อย่าได้กังวลไป เพราะเดี๋ยวนี้มีร้านรับทำที่ใส่กรองแอร์รถยนต์เยอะแยะมากมาย แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #166 เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2018, 19:31:51 »

"ยาง" รถคุณขับได้เร็วสูงสุดกี่ กม./ชม.?

รู้หรือไม่ว่ายางรถยนต์แต่ละรุ่นถูกจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ หากขับเร็วเกินกว่าที่ยางรับไหวอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้!

โดยปกติแล้วเรามักจะรู้จักเฉพาะขนาดยางที่ระบุไว้บนแก้มยาง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นตัวเลข 3 ชุด ระบุความกว้างหน้ายาง, ความสูงแก้มยาง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของล้อ เช่น 205/45 R16 หมายถึง ความกว้างหน้ายาง 205 มิลลิเมตร ความสูงแก้มยาง 45 มิลลิเมตร และใช้สำหรับล้อรถยนต์ขนาด 16 นิ้ว

แต่นอกเหนือจากตัวเลขขนาดยาง ยังมีการระบุดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index) และสัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol) ไว้บนแก้มยางด้วย ซึ่งค่าเหล่านี้แตกต่างกันไปตามรุ่น ยี่ห้อ และขนาดของยาง โดย Load Index หมายถึงน้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่ยางรับได้ ส่วน Speed Symbol หมายถึงความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้นสามารถวิ่งได้ โดยยังคงให้ความปลอดภัยสูงสุด

ค่า Load Index และ Speed Symbol มักจะระบุไว้ต่อท้ายตัวเลขขนาดยางบนแก้มยาง เช่น 205/45 R16 91V ซึ่งตัวเลข "91" บ่งบอกถึงน้ำหนักบรรทุก ส่วน "V" บ่งบอกถึงความเร็วสูงสุดของยางนั่นเอง

Load Index (น้ำหนักสูงสุดที่รับได้)

Speed Symbol (ความเร็วสูงสุดของยางที่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย)

S = 180 กม./ชม.
T = 190 กม./ชม.
U = 200 กม./ชม.
H = 210 กม./ชม.
VR = มากกว่า 210 กม./ชม.
V = 240 กม./ชม.
W = 270 กม./ชม.
Y = 300 กม./ชม.
ZR = มากกว่า 250 กม./ชม.

เห็นไหมครับว่ายางแต่ละเส้นมีคุณสมบัติและขีดจำกัดแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยมากยางที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบันมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เว้นแต่ยางสำหรับรถกลุ่ม High Performance ที่ต้องใช้ยางที่มีขีดจำกัดสูงมากๆ ตัวเลขเหล่านี้ก็จะช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจไม่มากก็น้อยครับ
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #167 เมื่อ: 1 สิงหาคม 2018, 11:25:34 »

“ไนโตรเจน vs ลมยางปกติ” ควรเติมแบบไหน

  อีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับคนใช้รถกับเรื่องของการเติมลมยางที่ในยุคปัจจุบัน ตามปั๊มน้ำมันชั้นนำ และศูนย์บริการเซอร์วิสแบบครบวงจร มักจะมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการเติมลมยาง “ไนโตรเจน” ที่ว่ากันว่ามีคุณสมบัติพิเศษมากมายเหนือกว่าลมยางปกติที่เติมฟรีหลายขุม

     แท้จริงแล้ว รถของคุณควรจะต้องเติมลมยางแบบไหน และ “ลมยางไนโตรเจน” มันมีดีอะไร และสุดท้ายจำเป็นไหนที่ต้องเติมลมยางชนิดนี้ เราอาสาพาไปหาคำตอบถึงข้อดีและข้อเสีย เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดูและรักษายางให้กับรถยนต์ของคุณ

ลมยางไนโตรเจนคืออะไร

     จริงๆแล้วลมยางทั่วไปซึ่งเป็นอากาศปกติอัดเข้าไปในยางรถยนต์ ซึ่งมีจุดให้บริการเติมลมฟรีกันตามปั๊มน้ำมันนั้น พื้นฐานโดยธรรมชาติมันก็มีส่วนผสมของไนโตรเจนอยู่แล้วถึง 78 เปอร์เซนต์ ส่วนลมยางไนโตรเจนที่พูดถึงนั้นมันคือการใช้ก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีบริสุทธิ์ 93 เปอร์เซนต์มาเติมในยางรถยนต์แทนลมยางปกตินั่นเอง

ข้อดีของลมยางไนโตรเจน

     คุณสมบัติที่ดีของลมยางไนโตรเจนมีอยู่มากมาย คือช่วยลดอุณหภูมิของยางในยามที่รถวิ่งทำความเร็วสูงๆโดยเฉพาะในรถแข่งและล้อเครื่องบินที่ใช้ลมยางชนิดนี้แทบจะทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของ ไนโตรเจน ที่ไม่ติดไฟ จึงทำให้โอกาสที่ยางระเบิดเกิดขึ้นค่อยข้างน้อย ขณะเดียวกันด้วยอีกหนึ่งคุณสมบัติของมันคือการที่เป็นก๊าซที่มีโมเลกุลใหญ่ทำให้เคลื่อนตัวได้ช้าจึงทำให้โอกาสที่ลมยางจะรั่วซึมออกมาจึงจะมีน้อยกว่าลมยางทั่วไปถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

ข้อเสียของลมยางไนโตรเจน

     ประเด็นหลักเลยคือเรื่้องของราคา จากปกติที่เราเติมลมจากตู้บริการตามปั๊มน้ำมันแบบฟรีๆ แต่การเติมลมไนโตรเจนนั้นต้องมีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันราคาทั่วไปอยู่ที่ 4 ล้อ 200 บาท หรือบางที่ลดราคาแบบสุดๆ 4 ล้อ 100 บาท พร้อมบริการเติมลมไนโตรเจนฟรีได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นอกจากนี้ในการเติมครั้งแรกคุณจะต้องปล่อยลมยางปกติที่มีออกทั้งหมดและเติมลมไนโตรเจนเข้าไป และหากคุณเผลอเติมลมธรรมดาเข้าไปในยางไนโตรเจน คุณสมบัติของลมยางของคุณก็จะกลายเป็นลมยางปกติทันที และประการสุดท้ายคือ จุดให้บริการเติมลมไนโตรเจนยังมีน้อยอยู่มากๆนั่นเอง

สรุปแล้วเราควรเติมลมแบบไหน

     เอาแบบรวบรัดตัดความคือ หากคุณไม่เดือดร้อนที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการเติมลมไนโตรเจนก็จัดไป แต่หากคุณเป็นคนที่หมั่นตรวจเช็คลมยางอยู่สม่ำเสมอแค่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆกับการต้องไปเสียเงินเติมไนโตรเจน ที่ขณะเดียวกันคุณสมบัติของยางรถยนต์ที่ผลิตออกมาใช้สำหรับรถบนท้องถนนทั่วไปก็ออกแบบมาสำหรับการใช้อากาศปกติเป็นแรงดันลมยาง

     ที่สำคัญอย่าลืมว่าเราขับรถบ้านไม่ใช่รถแข่ง ฉะนั้นลมไนโตรเจนแทบจะไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #168 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2018, 11:45:29 »

เพิ่มโทษ "ไม่มี" ใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน - ปรับ 50,000 บาท

กรมการขนส่งทางบก เตรียมแก้กฎหมายจัดระเบียบใบขับขี่ โดยจะเพิ่มโทษหนักกับผู้ขับรถไม่มีใบขับขี่ จำคุก 3 เดือน และปรับไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนกรณีต่ออายุใบขับขี่ จะต้องผ่านการอบรมทุกครั้ง ส่วนผู้สูงอายุต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.2561) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังบูรณาการกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่งทางบก เข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นกฎหมายเดียวง่ายต่อการกำกับดูแล รวมทั้งเร่งปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายให้ทันสมัย และสอดคล้องกับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มากขึ้น

สำหรับร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งหากผ่านการพิจารณาแล้ว จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศครบ 1 ปี จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ ได้ปรับเพิ่มบทลงโทษผู้ขับขี่ที่กระทำผิด ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยลดอุบัติเหตุ และความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ โดย พ.ร.บ.รถยนต์ เสนอปรับเพิ่มโทษสำคัญใน 3 มาตรา คือมาตรา 64 ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต เสนอปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิม จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท

มาตรา 65 ขับรถในระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต เพิ่มโทษจำคุก คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิมลงโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และมาตรา 66 ขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาต ตามกฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตามกฎหมายใหม่เสนอให้ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท

มีรายงานด้วยว่า ในกฎหมายใหม่ มีมาตรการเข้มงวด เพื่อคัดกรองในการออกใบอนุญาตขับขี่ และต้องพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ทันที เมื่อกระทำผิดตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนการต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องอบรมทุกครั้ง อีกทั้งผู้สูงอายุเมื่อถึงเกณฑ์อายุระดับหนึ่ง จะต้องตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินความสามารถในการขับขี่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กฎหมายฉบับใหม่ จะเพิ่มเติมข้อกำหนดในอีกหลายหมวด เช่น หมวดการประกอบการขนส่งโดยรถแท็กซี่ หรือรถบริการ หมวดสถานีขนส่ง หมวดการขนส่งโดยรถจักรยานยนต์สาธารณะ และหมวดยานพาหนะทางบกอื่น เช่น รถจักรยาน

thai pbs
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #169 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2018, 11:30:09 »

สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้

ให้สินเชื่อรถแลกเงินรถยังผ่อนอยู่ก็กู้ได้ ไม่ต้องจอดรถ
อยากได้เงินสด อยากลดค่างวด อยากย้ายไฟแนนซ์เราทำให้ได้
อยู่ ตจว ก็ทำได้ อาชีพอิสระก็ทำได้
รับรถบรรทุก รถบ้าน และรถตู้ป้ายเหลืองก็ทำได้
เอกสารไม่ยุ่งยาก ขันตอนไม่ยุ่งยาก อนุมัติไว ได้เงินเร็ว

คุณสมบัติของผู้สมัคร
 
  - สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
  - ผ่อนนาน 12-72 เดือน
  - อายุ 20- 60 ปี
  - สัญชาติไทย

เอกสาร
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
4. สลิบเงินเดือน(เดือนล่าสุด)หรือ หนังสือรับรองเงินเดือนก็ได้
5. สำเนาทะเบียนรถ
6. แผนที่บ้าน และ ที่ทำงาน

เอกสารครบ รู้ผลเลย รับเงิน ภายใน 3-7 วันทำการ

สนใจสมัคร คลิกที่นี่

http://www.d-credit.com

LINE ID : d-credit
0832996658
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #170 เมื่อ: 28 กันยายน 2018, 19:16:43 »

ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

การเติมลมยางรถเก๋งทั่วไป ควรเติมเท่าไหรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

ลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนหรือแข็ง ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างรู้สึกได้ และยังมีผลต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป ล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับการใช้งานปกติ แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตรา 5 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระท้ายรถ ควรเพิ่มแรงดันล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อรับกับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นมา

ส่วนรถกระบะควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งปกติ โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรมีแรงดันอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันรถยางระเบิดหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ทั้งนี้ หากเติมลมยางมากจนเกินพอดี จะลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ยางอ่อน จะเสี่ยงต่อยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ครับ

ทางที่ดีควรหมั่นเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตอาการรั่วซึมอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยครับ
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #171 เมื่อ: 26 ธันวาคม 2018, 09:37:30 »

การขับรถตกหลุมบ่อยๆ ก่อให้เกิดผลเสียกับตัวรถอย่างไรบ้าง?

คนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่คงทราบดีว่า ถนนในบ้านเรามักมีสภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะต้องเจอทั้งหลุมบ่อ ฝาท่อที่ไม่เรียบกับพื้นถนน รวมถึงพื้นผิวถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนอายุการใช้งานของช่วงล่างให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เราไปดูกันว่าหากขับรถตกหลุมเหล่านี้บ่อยๆ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวรถอย่างไรบ้าง

1.ช่วงล่างเสื่อมสภาพไว

      ช่วงล่างเป็นชิ้นส่วนที่รองรับแรงสะเทือนจากล้อโดยตรง แม้ว่ารถแต่ละคันจะถูกออกแบบมาให้ช่วงล่างมีความทนทานสูงอยู่แล้ว แต่หากขับตกหลุมอยู่บ่อยๆ ก็จะมีผลให้ช่วงล่างเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้ ซึ่งชิ้นส่วนที่มักได้รับผลกระทบ เช่น

     - ลูกหมากเริ่มหลวมตัว ทำให้มีอาการโยกคลอน เมื่อขับผ่านถนนขรุขระ จะได้ยินเสียง "กุกๆ" มาจากช่วงล่าง
     - โช้คอัพเสื่อมไว อาจมีน้ำมันรั่วซึมออกมาจากกระบอกโช้คอัพ เป็นอาการที่แสดงว่าโช้คอัพเสื่อมแล้ว บางคันอาจพบอาการยางรองโช้คแตก ทำให้มีเสียงกุกกักขณะเบรกหรือออกตัว

2.ล้อและยางเสียหาย

      หากตกหลุมอย่างรุนแรง อาจทำให้ล้อแม็กคด เมื่อขับด้วยความเร็วสูงจะทำให้รถมีอาการสั่น บางคันอาจพบอาการยางบวม ปริ ซึ่งเป็นอันตรายหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

3.ทำให้รถมีเสียงดังรอบคัน

      การขับรถตกหลุมบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ช่วงล่างเสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อโครงสร้างความแข็งแรงของตัวถังได้ เนื่องจากจุดยึดต่างๆ มีการบิดตัวได้มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อขับรถตกหลุม จะมีอาการสะเทือนไปทั้งคัน พร้อมทั้งมีเสียงดังน่าคำราญ

      เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากจำเป็นต้องขับรถผ่านถนนขรุขระ ก็ควรชะลอความเร็วให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #172 เมื่อ: 2 มกราคม 2019, 08:41:10 »

ก่อนขับรถดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหน จึงจะไม่โดนจับ?

ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

     ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย สามารถดื่มได้ขนาดไหน ซึ่งคุณสามารถจำง่ายๆ ดังนี้

     1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

     2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

     3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

     4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

     ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะไม่อยู่ในระดับที่เกินกฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

     แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #173 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 21:08:51 »

เคล็ดลับพ่วงสายแบตอย่างไรไม่ให้ไฟช็อต!

 ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตหมด?

     อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแชะถี่ๆ ออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

     หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอนครับ

 

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้

     1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

     2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี

     3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)

     4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ

     5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง

     6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต

 

วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง

     ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง) จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนกระบวนการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #174 เมื่อ: 5 กุมภาพันธ์ 2019, 11:15:35 »

"ไฟตัดหมอก" จริงๆ แล้วควรเปิดเมื่อใด?

 ไฟตัดหมอกถือว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในรถยุโรปแบรนด์หรูส่วนใหญ่มาร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมีทั้งที่ติดตั้งไว้ในชุดโคมไฟใหญ่ และแยกออกมาติดตั้งไว้บริเวณกันชน รวมถึงไฟตัดหมอกหลังที่มักอยู่ในชุดโคมเดียวกับไฟท้าย พร้อมสวิตช์ปิด-เปิดอยู่ภายในรถ

     ขณะที่รถจากฝั่งญี่ปุ่นนั้น 'ไฟตัดหมอก' ก็ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเกือบทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบันแล้วเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นไฟตัดหมอกด้านหน้า ขณะที่ไฟตัดหมอกหลังยังคงมีให้เป็นบางรุ่น บางยี่ห้อเท่านั้น

เมื่อไหร่ควรเปิดไฟตัดหมอก?

     โดยปกติแล้ว ไฟตัดหมอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะมีการเปิดใช้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศภายนอกแย่จัด จนส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยเท่านั้น (หากฝนตกปอยๆ แบบใช้ที่ปัดน้ำฝนช้าๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอกครับ) ให้สังเกตว่าหากเราไม่สามารถมองเห็นไฟท้ายรถคันหน้าท่ามกลางสายฝนในระยะ 50-100 เมตร ก็สามารถเปิดไฟตัดหมอกช่วยได้แล้วครับ เมื่อทัศนวิสัยกลับมาเป็นปกติก็ให้รีบปิดไฟตัดหมอกโดยทันที

 

ขับรถทางไกลยามค่ำคืน เปิดไฟตัดหมอกหน้าทิ้งไว้ดีหรือไม่?

     จริงอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดไฟตัดหมอกคู่กับไฟหน้า จะทำให้ไฟหน้าดูสว่างขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะส่องได้ไกลขึ้นแต่อย่างใด แถมยังอาจรบกวนสายตาผู้ร่วมทางที่วิ่งสวนมาอีกต่างหาก ทางที่ดีผู้ที่ต้องขับขี่ทางไกลยามวิกาลบ่อยๆ การลงมือปรับตั้งไฟหน้าให้ส่องสว่างได้ไกลขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า (แต่ต้องไม่ปรับให้สูงจนแยงตารถคันที่สวนมาด้วยนะครับ

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #175 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2019, 14:38:13 »

เติมน้ำมันเครื่องเกินกำหนด มีผลเสียต่อเครื่องยนต์หรือไม่?
   
    การใช้งานรถยนต์นอกจากจะต้องดูแลรักษา และเช็กระยะตามกำหนดแล้ว การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นในเรื่องของน้ำมันเครื่อง

     เมื่อถึงระยะเปลี่ยนถ่าย ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำมันเครื่องเก่าที่หมดอายุ หรือหมดประสิทธิภาพต้องถูกถ่ายออก เพื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพเต็มร้อย มาใช้งานแทน

     แต่บางครั้งช่างผู้เปลี่ยนถ่าย หรือตัวคุณเอง (ในกรณีที่ทำเป็น) อาจจะเติมน้ำเครื่องเข้าไปจนเต็มแม็กซ์ หรือล้น กระทั่งเลยขีดบนจากไม้วัดที่กำหนดไว้ เพราะไม่อยากเสียเวลาเติมบ่อยๆ เติมให้หมดแกลลอนครั้งเดียวไปเลยจะได้ไม่ต้องเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่ หรือไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง

     เพราะหากคุณเติมจนเลยขีดบนมากเกินไป (ประมาณ 10 - 20 มิลลิเมตร) เกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นจะพยายามหาทางออกตามส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ซึ่งหลักๆ แล้วคงหนีไม่พ้นตัวประเก็น ที่ต้องเป็นผู้โชคร้าย ดังนั้นให้แก้ไขทันที ด้วยการถ่ายน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นออกให้หมด แต่ถ้าเกินมานิดหน่อย (ประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร) ก็ถือว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องถ่ายออก

     สุดท้ายนี้ นอกจากจะต้องระวังเรื่องเติมน้ำมันเครื่องเกินระดับแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ น้ำมันเครื่องลดน้อยลงต่ำกว่าขีดล่าง เพราะหากน้ำมันเครื่องน้อย หรือแห้ง คราวนี้จะไม่ใช่แค่ประเก็นที่เสียหาย แต่จะเป็นทั้งตัวเครื่องยนต์ที่ได้รับผลกระทบ จนเครื่องพัง และถ้าหนักหน่อยอาจถึงขั้นยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว ทางที่ดีหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องให้ดี อย่าให้ต่ำกว่า หรือเกินระดับที่กำหนดไว้ก็พอครับ

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #176 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2019, 12:03:02 »

"Cruise Control" ใช้ให้เป็นช่วยประหยัดน้ำมันได้

    ทุกวันนี้เรื่องราวของการประหยัดน้ำมันนั้นดูจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามไปนั้นคือเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาในรถปัจจุบัน ซึ่งหลายอย่างมีประโยชน์ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้

     ระบบล็อคความเร็วขับขี่ หรือ Cruise Control ที่มักจะถูกติดตั้งมาในรถยนต์หลายรุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในความสะดวกสบายนั้น ก็ยังมีประโยชน์ด้านการประหยัดน้ำมันรวมอยู่ด้วย

     พื้นฐานของการขับรถให้ประหยัด ข้อสำคัญคือการให้รถขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นแหละครับ เท้าเราหรือจะสู้เครื่องจักรที่สามารถล็อคความเร็ว โดยการส่งสัญญาณไฟฟ้าในอัตราที่คงที่จากคันเร่งที่ปลายเท้าเราไปสู่ลิ้นปีกผีเสื้อที่เครื่องยนต์ ทำให้มีอัตราเปิดที่คงที่และมันหมายถึงคุณจะได้ความประหยัดและความสบายเพิ่มมากขึ้นด้วย

 หลายคนไม่เคยแตะระบบ Cruise Control เลยสักครั้งตั้งแต่ใช้รถมา ทั้งๆที่บางคนก็รู้ว่ามี แต่ยังไม่เข้าใจในวิธีการทำงาน ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนการใช้งานระบบ Cruise Control กัน

     1.จะใช้เมื่อไร สภาวะใช้งานที่เหมาะสมของระบบ Cruise Control คือการใช้เมื่อคุณทีระยะทางที่สามารถขับด้วยความเร็วคงที่ได้นานๆ หรือ พูดง่ายๆ คือ ใช้ยามไปต่างจังหวัดถือว่าเหมาะสมที่สุด

     2.เริ่มเปิดระบบใช้งาน การใช้งานระบบ Cruise Control โดยทั่วไปแล้วระบบนี้มักจะติดตั้งให้ใช้งานง่าย บางรุ่นอาจจะอยู่หลังพวงมาลัยด้านขวา แต่กับรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังชั่นนั้นมันจะอยู่ที่บนพวงมาลัย โดยสังเกตคำว่า Cruise หรือบ้างก็เป็นสัญลักษณ์รูปภาพ

     3.ทำความเร็วตามต้องการ ให้เราทำความเร็วตามที่ต้องการ (โดยปกติ Cruise control จะทำงานได้เมื่อมีความเร็วเกิน 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) จากนั้นกดปุ่ม Set ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ระบบก็จะทำการล็อคความเร็ว ที่ใช้อยู่ทันที

4.ยามต้องการเพิ่มหรือลดความเร็ว กดปุ่ม + / - จะเป็นการค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว หรือใช้คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วไปยังที่ต้องการได้ เมื่อคุณปล่อยคันเร่งรถก็จะมาอยู่ในความเร็วที่เซทไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าต้องการล็อคความเร็วที่เพิ่ม ให้กด Set

     5. ยกเลิก Cruise Control โดยปกติแล้วจะมี 2 วีธีสำคัญ คือ 1 แตะเบรค ซึ่งทันทีที่คุณแตะแป้นเบรกเบาๆ ระบบ Cruise Control จะทำการยกเลิกการล็อคความเร็วอัตโนมัติ หรือ หากต้องการใช้ความละมุนละม่อม ก็ให้กดปุ่ม Cancel ระบบก็จะปลดตัวเองออกจากการล็อคความเร็วทันที และสามารถกด RES หรือ RESUME เพื่อกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้แต่แรกได้

     ความจริงแล้วการใช้งานระบบ Cruise control นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้วิธีใช้งานคือการจับจังหวะว่าตรงไหนที่เราควรจะใช้ Cruise เข้าช่วยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการประหยัดน้ำมัน และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องเก็บเกี่ยวเองจากประสบการณ์บนถนน

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #177 เมื่อ: 15 มีนาคม 2019, 15:23:28 »

อยากได้เงินสดรถคุณช่วยได้ ติดบูโรก็ทำได้
รถเพิ่งโอนก็ทำได้ ไม่ต้องรอถือเล่ม 3 เดือน

อยากให้ค่างวดลดลง ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เลื่อนวันจ่ายค่างวด ให้ตรงกับเงินเดือนออก
หรืออยากได้เงินเหลือมาลงทุนเราช่วยได้

รถยังผ่อนอยู่ก็ทำได้ ให้ยอดสูง อนุมัติง่าย
พิเศษสุดสำหรับลูกค้า กทมและปริมณฑล มีบริการเซ็นเอกสารนอกสถานที่ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลางานด้วยครับ

สนใจสมัคร ทักแชทเลย หรือ
https://www.d-credit.com/
083-299-6658
line id:d-credit
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #178 เมื่อ: 19 มีนาคม 2019, 14:33:30 »

5 วิธีดูแล "รถสีขาว" ใช้อย่างไรก็ไม่เหลือง

  รถสีขาวถือเป็นสียอดฮิตของคนไทยในปัจจุบันไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า รถสีขาวอาจเหลืองหมองได้อย่างรวดเร็วหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ทำให้ดูเก่าเร็วกว่ารถสีอื่น Sanook!Auto จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

1.หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด

     สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับแสงแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่นๆ ทางที่ดีควรหาที่จอดรถในร่มทั้งที่บ้าน หรือที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

2.ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

     จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำอันตรายต่อชั้นผิวสี แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น



3.เช็ดรถให้แห้งและสะอาด

     เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

4.เคลือบสีรถเป็นประจำ

     ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลอการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ 'คานูบ้า' เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

5.ใช้ดินน้ำมันล้างรถ

     การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นสามารถใช้ได้กับทุกสีรถนะครับ ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดาๆไปสักหน่อย แต่หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ก็จะช่วยยืดอายุของสีรถให้ยังคงสดใสได้อย่างยาวนานแน่นอนครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 10 11 [12]   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง I ประกันภัยรถยนต์ I ประกันรถยนต์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168
แทงบอล LIGAZ I แทงบอล LIGAZ24 I แทงบอล LIGAZ888 I แทงบอลออนไลน์ I คาสิโนออนไลน์

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS