ThaiMARCH.comAOT
27 พฤษภาคม 2019, 14:42:03 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้  (อ่าน 14364 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #150 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2017, 13:33:56 »

8 สัญลักษณ์บนหน้าปัดรถที่คุณอาจไม่รู้ความหมาย
ผู้ขับขี่ทุกคนควรรู้จักและเข้าใจความหมายของสัญญาณเตือนบนหน้าปัดรถ เพราะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความผิดปกติของตัวรถ เพื่อที่จะรับมือแก้ไขปัญหาก่อนลุกลามบานปลายได้ แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของสัญลักษณ์บนหน้าปัดว่าหมายถึงอะไรกันแน่
จึงขอแนะนำ 8 สัญลักษณ์พื้นฐานบนหน้าปัดรถ จะได้รู้ความหมายที่แท้จริงกัน
1.ไฟเตือนระบบเบรก
หากสัญญาณไฟเตือนระบบเบรกสว่างขึ้น แสดงว่าเบรกมือกำลังทำงานอยู่ แต่หากปลดเบรกมือลงแล้วสัญญาณไม่ดับหรือกระพริบต่อเนื่อง เป็นไปได้ว่าน้ำมันเบรกพร่องเกินระดับปกติ รวมถึงอาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบป้องกันล้อล็อค (ABS - Anti-lock Brake System) ในกรณีที่ใช้สัญญาณเตือนร่วมกัน
2.ไฟเตือนรูปแบตเตอรี่
หลายคนเข้าใจว่าหากสัญญาณเตือนรูปแบตเตอรี่สว่างขึ้น แสดงว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด แต่แท้จริงแล้วสัญญาณดังกล่าวบ่งบอกว่าไดชาร์จไม่ทำงาน ซึ่งจะทำให้ระดับไฟในแบตเตอรี่ลดลงอย่างช้าๆ จนเครื่องยนต์ดับลงในที่สุด ทางที่ดีหากสัญญาณเตือนรูปแบตเตอรี่สว่างขึ้น ควรรีบนำรถไปยังศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมรถใกล้เคียงโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันรถตายกลางทาง
3.ไฟหัวเผาเครื่องยนต์ดีเซล
รถเครื่องยนต์ดีเซลจะมีสัญลักษณ์รูปขดลวด ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อบิดกุญแจไปยังตำแหน่ง 'ON' ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ หากเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่าที่มีปัญหาสตาร์ทติดยาก สามารถบิดกุญแจไปตำแหน่ง 'ON' เพื่อให้ระบบเผาหัวทำงานประมาณ 1-2 ครั้ง จะช่วยให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดได้ง่ายขึ้น
4.ไฟเตือนระบบควบคุมการทรงตัว
รถยนต์ทุกคันที่ติดตั้งระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว จะตั้งค่าเริ่มต้นให้ระบบทำงานทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ หากปิดระบบดังกล่าว สัญญาณเตือนรูปรถส่ายไปมาจะสว่างขึ้น เพื่อแจ้งให้ทราบว่าระบบปิดการทำงานอยู่ ซึ่งระหว่างนี้หากรถมีอาการเสียหลัก ระบบจะไม่ช่วยควบคุมการทรงตัวของรถแต่อย่างใด
นอกจากนั้น สัญญาณเตือนดังกล่าวอาจกระพริบในขณะขับรถบนทางเปียก แสดงว่าระบบกำลังช่วยควบคุมเสถียรภาพการขับขี่อยู่ ซึ่งผู้ขับเองอาจไม่รู้สึกว่าระบบกำลังทำงานก็เป็นได้
5.ไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่อง
หากไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่องสว่างขึ้น แสดงว่าปริมาณน้ำมันเครื่องในห้องเครื่องยนต์อยู่ในระดับต่ำเกินไป ควรจอดรถเช็คระดับน้ำมันเครื่องให้เร็วที่สุด หากน้ำมันเครื่องพร่องจริง ก็ควรเติมทันทีอย่างน้อย 1 ลิตร หรือจนกว่าสัญญาณจะดับลง แต่หากน้ำมันเครื่องยนต์อยู่ในระดับปกติอยู่แล้ว อาจเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับปั๊มน้ำมันเครื่องหรือมีการอุดตันของน้ำมันในระบบได้
6.ไฟเตือนระบบถุงลมนิรภัย
ปกติไฟเตือนระบบถุงลมนิรภัยจะสว่างขึ้นเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ และจะดับไปหลังจากเครื่องยนต์ติดไม่นาน แต่หากสัญญาณไฟยังสว่างอยู่ แสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับถุงลมนิรภัย หากเกิดอุบัติเหตุจะทำให้ถุงลมไม่พองตัว จึงควรนำรถเข้าเช็คเมื่อมีโอกาส
7.ไฟเตือนระบบพวงมาลัยไฟฟ้า
รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ติดตั้งระบบพวงมาลัยไฟฟ้า จะมีสัญญาณเตือนรูปพวงมาลัย หรือ PS หรือ EPS ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อเกิดความผิดปกติของระบบ โดยมากมักจะสว่างขึ้นควบคู่ไปกับอาการพวงมาลัยหนัก แสดงว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไฟหรือมอเตอร์พวงมาลัย ควรประคองรถเข้าศูนย์หรือใช้บริการรถยกเพื่อแก้ไขปัญหา
8.ไฟเตือนความร้อนสูง
ในรถรุ่นใหม่ที่ไม่มีเข็มวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นมาให้นั้น จะมาพร้อมสัญลักษณ์รูปเทอร์โมมิเตอร์สีแดง ซึ่งจะสว่างขึ้นเมื่อเครื่องยนต์เกิดอาการโอเวอร์ฮีท ความร้อนขึ้นสูง หากสัญญาณไฟดังกล่าวสว่างขึ้น ให้รีบจอดรถเข้าข้างทางทันที่ก่อนเครื่องยนต์น็อค ดับเครื่องยนต์ รอจนกว่าเครื่องยนต์จะเย็นลงแล้วจึงเช็คระดับน้ำหม้อน้ำ หากน้ำแห้ง ให้เติมจนถึงระดับแล้วจึงขับขี่ต่อ แต่หากรถยังคงมีอาการโอเวอร์ฮีทอีก แสดงว่าเกิดการรั่วในระบบน้ำหล่อเย็น
นอกจากนั้น ผู้ขับขี่ไม่ควรวางสิ่งของใดๆ บนแผงหน้าปัด เพราะอาจบดบังสัญญาณเตือนเหล่านี้ จนทำให้เกิดความเสียหายตามมาได้
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #151 เมื่อ: 2 ธันวาคม 2017, 11:53:06 »

สาเหตุที่ทำให้รถ เบรกแตก!!!

  หากพูดถึงอุบัติเหตุอันตรายจากการขับรถ เชื่อว่าหลายๆ คนคงนึกถึงเรื่อง เบรกแตก เป็นอันดับต้นๆ เพราะหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ ความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สิน มีโอกาสสูงมากทีเดียว แม้ว่าอาการนี้จะเกิดขึ้นค่อนข้างยากก็ตาม

   สำหรับอาการเบรกแตก จริงๆ แล้วเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หลายสาเหตุ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดการดูแลรักษา และตรวจเช็กสภาพการใช้งานนั่นเอง

    เอาเป็นว่า มาดูสาเหตุหลักอื่นๆ กันดีกว่า ว่ามีอะไรอีกบ้าง ที่ทำให้รถของคุณเบรกแตก

   1. น้ำมันเบรกเสื่อมสภาพ จนทำให้ลูกยางในกระบอกปั๊มล้อที่ทำหน้าที่ป้องกันน้ำมันรั่ว เสื่อมสภาพตามไปด้วย จึงทำให้น้ำมันเบรกรั่วออกมา ซึ่งหากคุณอยากตรวจสอบลูกยางตัวนี้ ก็สามารถทำได้ง่าย แค่เพียงถอดล้อออก จากนั้นถอดจานเบรกแล้วเปิดยางกันฝุ่นที่ครอบตัวกระบอกปั๊มออกมา และสังเกตดู หากมีน้ำมันเบรกรั่วออกมา ก็แปลว่าลูกยางเสื่อมแล้ว จัดการเปลี่ยนได้เลย

   2. สายอ่อน หรือท่อทางเดินน้ำมันเบรกรั่ว อาการนี้ดูได้ง่ายๆ หากมีคราบ หรือรอยซึมของน้ำมันเบรกไหลออกมา

   3. แรงดันของน้ำมันเบรกมาไม่เต็มระบบ อาการนี้เกิดขึ้นเพราะมีอากาศอยู่ในระบบน้ำมันเบรก ซึ่งอาจเป็นเพราะการไล่อากาศ หรือไล่ลมออกไปไม่หมดจากระบบ เมื่อตอนเปลี่ยนน้ำมันเบรกใหม่ ฯลฯ จึงทำให้ไม่สามารถส่งแรงดันไปได้อย่างเต็มที่

   4. น้ำมันเบรกหมด หรือเหลือน้อย มันจะส่งผลทำให้เบรกใช้งานได้ไม่เต็มที่ เบรกไม่ค่อยอยู่ หรือเบรกจมลึกผิดปกติ ฯลฯ ให้ตรวจเช็ก และเติมน้ำมันเบรกให้ถึงระดับที่กำหนด


   5. น้ำมันเบรกชื้น ขณะที่กดเบรกลงไป เบรกจะมีความร้อน และการเสียดสีเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อน้ำมันเบรกมีความชื้นผสมอยู่ มันก็จะระเหยกลายเป็นไอ ลูกสูบไม่สามารถทำงานได้ จึงทำให้เบรกไม่อยู่นั่นเอง

   6. สายเบรกขาด แม้เปอร์เซ็นต์ในการเกิดขึ้นจะน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่มีเลย ซึ่งวิธีสังเกตให้ตรวจดูใต้ท้องรถว่ามีน้ำมันรั่วหรือไม่ และก่อนออกรถให้ทดสอบเหยียบเบรกดูก่อน ว่าเบรกอยู่รึเปล่า

   7. ผ้าเบรก หากผ้าเบรกหมด ผ้าเบรกไหม้ ฯลฯ ก็มีโอกาสเสี่ยงสูงที่รถของคุณจะเบรกแตกได้เช่นกัน

   อาการเบรกแตกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของคุณได้ ทางที่ดีคุณจึงควรหมั่นตรวจเช็กระบบเบรก และน้ำมันเบรกเป็นประจำ นอกจากนี้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกเมื่อถึงระยะที่กำหนดทุกครั้ง รวมไปถึงผ้าเบรกด้วย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #152 เมื่อ: 7 ธันวาคม 2017, 11:51:59 »

หัวเทียน Iridium ดีกว่าของธรรมดายังไง?

    หัวเทียนรถยนต์ หากขาดมันไป รถยนต์ของคุณก็จะไม่สามารถทำงาน หรือเคลื่อนที่ไปไหนได้ เพราะมันคือตัวเริ่มต้นในการสร้างประกายไฟสำหรับจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานนั่นเอง

      จริงๆ แล้วหัวเทียนมีให้เลือกใช้อยู่หลายรุ่น ทั้งหัวเทียนร้อน - หัวเทียนเย็น และยังมีหัวเทียนแบบ หลายเขี้ยว ฯลฯ แต่ในครั้งนี้เราจะขอพูดถึง หัวเทียน Iridium (อิริเดียม) ที่มีความพิเศษมากกว่าแบบธรรมดา ซึ่งหัวเทียน Iridium จะมีคุณสมบัติเด่นกว่าแบบธรรมดายังไง มาดูได้ตามนี้เลย

     1. มีกำลังไฟในการจุดระเบิดที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น
     2. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจุดระเบิด
     3. ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เพราะเครื่องยนต์ทำงานได้สมบูรณ์ เผาไหม้หมดจด
     4. โอกาสในการเกิดอาการหัวเทียนบอดจะน้อยมากกว่าแบบธรรมดา
     5. อัตราเร่งดีขึ้นแบบรู้สึกได้
     6. อายุการใช้งานยาวนานกว่าหัวเทียนธรรมดา

      ข้อเสียของหัวเทียน Iridium มีอย่างเดียวเลยคือ ราคาที่แพงกว่าหัวเทียนธรรมดา แต่หากเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้เพิ่มขึ้นมา นับว่าคุ้มค่ามากทีเดียว แถมมันยังทนทาน มีอายุการใช้งานนานขึ้นอีกด้วย

      แต่หากคุณคิดว่าหัวเทียนเดิมๆ โอเคแล้ว ไม่มีความต่าง ก็ไม่มีปัญหา สามารถใช้งานได้เหมือนกัน แต่ถ้าอยากเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ลองเลือก หัวเทียน Iridium มาใช้งานได้เช่นกัน และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอด้วยนะครับ

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #153 เมื่อ: 16 ธันวาคม 2017, 20:25:21 »

"ลมยางอ่อน" เสี่ยงอันตรายกว่าที่คิด

ยางรถยนต์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รถขับเคลื่อนได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการละเลยตรวจสอบลมยางจนเป็นเหตุให้ลมยางอ่อน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตรายมากกว่าที่คิด

     คนใช้รถจำนวนไม่น้อยมักละเลยการตรวจสอบแรงดันลมยางให้เหมาะสมอยู่เสมอ เนื่องจากคิดไม่ถึงว่าลมยางที่น้อยจนเกินไป อาจสร้างความเสียหายได้มากมายมหาศาล โดยเฉพาะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เนื่องจากลมยางที่อ่อนเกินไป จะทำให้ยางเกิดการยุบตัวได้ง่าย (นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมลมยางอ่อนจึงทำให้รถนุ่มขึ้น) จนเป็นสาเหตุให้แก้มยางบิดตัวมากกว่าปกติ จนเป็นสาเหตุให้ยางระเบิดขณะขับขี่ได้

ขณะเดียวกัน ลมยางอ่อนจะทำให้ดอกยางด้านข้างหมดเร็วกว่าปกติ เนื่องจากแก้มยางจะบานออก ทำให้ยางสึกไม่เท่ากันทั้งเส้น ตรงข้ามกับยางที่มีลมยางมากจนเกินไป ก็จะทำให้ดอกยางส่วนกลางหมดเร็วกว่าด้านข้าง เนื่องจากยางพองตัวจนหน้ายางไม่สามารถสัมผัสพื้นถนนเท่ากันทั้งเส้น

ไม่เพียงเท่านั้น ลมยางที่อ่อนจนเกินไปจะส่งผลให้รถเปลืองน้ำมันขึ้นด้วย เนื่องจากเกิดแรงเสียดทานมากกว่าปกติ จึงเพิ่มภาระเครื่องยนต์ให้ทำงานมากกว่าปกติจนเป็นสาเหตุให้กินน้ำมันมากขึ้นถึง 10 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

  ทางที่ดีควรตรวจสอบลมยางทุกครั้งก่อนออกเดินทางไกล หากมีผู้โดยสารไปด้วยเต็มคันก็ควรเพิ่มแรงดันลมยางขึ้นไปอีก เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติจะต้องบวกเพิ่มประมาณ 8-10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI) ในกรณีมีผู้โดยสาร 5 คน พร้อมสัมภาระเต็มคัน

     รู้แบบนี้แล้วควรเช็คลมยางเพื่อความปลอดภัยของตัวเองกันครับ

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #154 เมื่อ: 7 มกราคม 2018, 20:41:10 »

ซ่อมหรือเปลี่ยน? หากยางรถยนต์ชำรุด

ยางรถยนต์ นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในเรื่องของความปลอดภัย และยังถือเป็นอะไหล่สิ้นเปลืองที่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เช่นกัน ดังนั้นคุณจึงควรตรวจสอบ และดูแลมันให้ดีอยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งบางคราว ยางรถยนต์ของคุณ ก็อาจประสบเหตุไม่คาดคิด ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น และบางเหตุการณ์อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บางเหตุการณ์อาจเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้นเราจึงขอแยกแยะให้เข้าใจว่า แบบไหนควรซ่อม หรือแบบไหนควรเปลี่ยน เพื่อเป็นตัวเลือกให้คุณตัดสินใจ

ยางรถยนต์ชำรุดที่สามารถซ่อมได้ หากยางรถโดนตะปูตำ หรือโดนสิ่งของมีคมต่างๆ ทิ่มแทงจนเป็นรู เป็นรอยเจาะโดยไม่มีการฉีกขาดใดๆ เกิดขึ้น คุณสามารถนำยางไปปะตามร้านยางทั่วไปได้เลย ใช้เวลาไม่นาน แถมยังราคาถูก ร้อยกว่าบาทเท่านั้น แต่การปะที่ว่านี้ มีให้เลือกใช้งานอยู่ 2 แบบ ดังนี้

1. ปะแบบแทงใยไหม-อัดรูหนอน การปะประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องถอดยางออกมาจากล้อ และควรใช้ในกรณีที่มีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ รูไม่ใหญ่มาก ซึ่งวิธีการทำก็คือ การนำใยไหมมาอุดเข้าไปตรงรูที่มีการรั่วซึม จากนั้นจึงทดสอบรอยรั่วให้แน่ใจอีกครั้ง

2. ปะแบบสตรีมร้อน สมควรใช้ในกรณีที่มีบาดแผลค่อนข้างใหญ่ จนไม่สามารถแทงใยไหม-อัดรูหนอนได้ และวิธีนี้จำเป็นต้องถอดยางออกมาจากล้อ เพราะต้องใช้แผ่นปะมาอุดรอยรั่ว แล้วจึงใช้ความร้อนทำให้แผ่นปะละลายไปติดกับเนื้อยางเดิม เพื่ออุดบริเวณที่รั่ว หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบรอยรั่วอีกครั้ง ก่อนประกอบกลับเข้าที่

ยางรถยนต์ชำรุดที่ควรเปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนก็ตาม ทั้งหน้ายาง แก้มยาง ฯลฯ หากเกิดรอยฉีกขาดขึ้น คุณควรที่จะจัดการเปลี่ยนเป็นยางเส้นใหม่ไปเลย มันไม่คุ้มแน่ๆ หากนำไปซ่อม เพราะซ่อมยังไงก็ไม่อยู่แน่นอน แถมยังเสี่ยงอันตรายหากมันเกิดปัญหาขึ้นมา เช่น ยางระเบิด ยางแตก ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้ราคายางใหม่ก็ไม่ได้แพงมาก สามารถเลือกเปลี่ยนเฉพาะเส้นที่มีปัญหาก็ได้ แต่ถ้าขัดสนเรื่องงบประมาณ ลองหายางเปอร์เซ็นต์มาใช้ทดแทนไปก่อนก็ได้เช่นกัน

จริงๆ แล้วคุณจะเลือกการปะยางแบบไหนก็ได้ ตามที่คุณสบายใจ เพราะสุดท้ายทั้ง 2 วิธีการปะที่ว่ามานี้ ก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้กัน เพียงแต่ถ้าเป็นรอยใหญ่ๆ ใช้ปะแบบสตรีมจะดีกว่า เพราะมันครอบคลุมรอยแผลได้มากกว่า และการเปลี่ยนยางใหม่อย่าคิดว่าใช้เงินเยอะ เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมา ชีวิตคุณมีค่ามากกว่าราคายางไม่กี่พันบาทแน่นอน

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #155 เมื่อ: 19 มกราคม 2018, 14:05:54 »

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อน้ำมันกำลังจะหมด!!!

น้ำมันหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพราะรถติดหนัก ขยับทีละคืบ หรือเวลาเดินทางไกลๆ ขับไปก็ไม่เจอปั๊มน้ำมันสักที มันก็ชวนให้ใจหวิวๆ ลุ้นหนักอยู่เหมือนกันว่า น้ำมันจะหมดก่อน หรือจะถึงปั๊มก่อนกันแน่

แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ สัญญาณเตือนน้ำมันกำลังจะหมดแสดงขึ้นมา ให้คุณทำตามวิธีเหล่านี้

1. ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างในรถ เช่น วิทยุ เครื่องเสียง แอร์ และอื่นๆ ฯลฯ

2. ใช้ความเร็วคงที่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประหยัดน้ำมัน โดยควบคุมให้ความเร็วอยู่ราวๆ 50 - 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับรถไม่เกิน 1,800 ซีซี และใช้ความเร็วราวๆ 60 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับรถที่มีขนาดเกิน 2,000 ซีซี ขึ้นไป

3. อย่าลดความเร็วลงโดยไม่จำเป็น และอย่าเบรกบ่อยๆ เพราะการทำแบบนี้จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมาก

4. หลบเลี่ยงเส้นทาง หรือถนนที่มีหลุมมีบ่อเยอะๆ ทั้งหลุมเล็ก-หลุมใหญ่ เพราะมันจะทำให้คุณต้องเหยียบเบรก และคันเร่งบ่อยขึ้น

5. อย่าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ (แง้มไว้แค่เล็กน้อย) เพราะมันจะต้านแรงลมที่พุ่งเข้ามาหารถของคุณ แม้วิธีนี้จะช่วยไม่ได้มาก แต่มันก็ถือว่าช่วยได้เหมือนกัน

6. หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก เพราะไปทางไหนก็มีแต่รถติด แต่การขับไปเรื่อยๆ กับการขับๆ เบรกๆ มีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน

แม้เหตุการณ์น้ำมันหมด จะมีเปอร์เซ็นต์เกิดขึ้นได้น้อย แต่ทางที่ดีคุณก็ควรที่จะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ตรวจเช็กปริมาณน้ำมันในถังที่หน้าปัดรถยนต์ก่อนสตาร์ทรถ รวมไปถึงความพร้อม ความสมบูรณ์ของรถยนต์ และเครื่องยนต์ด้วย จะได้เดินทางราบรื่น ไม่มีสะดุด เพราะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากขับรถไปแล้วเกิดปัญหากลางทาง

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #156 เมื่อ: 7 กุมภาพันธ์ 2018, 13:43:14 »

6 วิธีปกป้องรถจากกองทัพแมลงสาบ ปิดความเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนน

     ผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวน แนะวิธีปกป้องรถจากการรุกรานของแมลงสาบ ไม่ให้พวกมันเข้าไปหลบซ่อนภายในรถแล้ว แสดงตัวออกมาทำให้เจ้าของรถตกใจจนเกิดอุบัติเหตุได้

     เว็บไซต์สเตรทส์ไทม์ (Straitstimes) รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุรถยนต์มาสด้าสีแดงของหญิงวัย 61 ปี พุ่งขึ้นชนตีนสะพานลอยริมถนน หน้ารถพังเสียหาย เหตุเกิดย่านจูหล่งอีสต์ เซนทรัล ประเทศสิงคโปร์ โชคดีที่คนขับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า สาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ มาจาก 'แมลงสาบ' ที่อยู่ๆ ไต่มาจากไหนไม่ทราบ ทำให้หญิงคนดังกล่าวตกใจ สูญเสียการควบคุมพวงมาลัยรถ จนขับรถพุ่งขึ้นไปชนกับสะพาน

    เหตุการณ์นี้ ทำให้หลายคนคิดหาวิธีป้องกันไม่ให้แมลงสาบเข้ามาพักอาศัยในรถ

 

     ปัญหานี้มีคำตอบ เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวนของสิงคโปร์แนะ 6 วิธีง่ายๆ ไว้ปฏิบัติกัน

     1. หลีกเลี่ยงการนำอาหารขึ้นไปกินบนรถ ตามที่บริษัทกำจัดสัตว์รบกวน 'เรนโตคิล สิงคโปร์' บอกไว้ว่า แมลงสาบกับอาหารเป็นของคู่กัน การทิ้งเศษอาหาร, ภาชนะใส่อาหารไว้บนรถจำนวนมาก จะสิ่งกลิ่นให้แมลงสาบแวะมาเยี่ยมเยียนในรถได้แล้ว 

     แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องกินอาหารบนรถ โดยเฉพาะรถคันที่มีเด็กนั่งด้วย ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดอย่างถี่ถ้วนทุกครั้งหลังจากนั้น และการที่เหล่าแมลงสาบชื่นชอบสิ่งแวดล้อมที่ชื้นๆ ดังนั้นเมื่อทำอาหารหกหรือหล่นในรถขอให้รีบเช็ดทำความสะอาดทันที

     2. ทำความสะอาดและจัดระเบียบภายในรถเป็นประจำ เพราะการทำความสะอาดรถเป็นประจำ คือวิธีหนึ่งที่ป้องกันไม่ให้แมลงสาบมาอาศัยอยู่ภายในรถ โดยเฉพาะบริเวณพรม, ช่องว่างระหว่างเบาะที่นั่ง, และช่องวางของข้างประตู

     นอกจากเช็ดถูทำความสะอาดแล้ว ยังมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านกำจัดสัตว์รบกวนด้วยว่าควรใช้เครื่องดูดฝุ่นร่วมด้วย เพราะแมลงสาบส่วนใหญ่ชอบซ่อนตัวและทำรังภายในซอกต่างๆ ของรถ เช่น ฝากระโปรงหลังรถ จัดเก็บสิ่งของในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด นอกจากนี้แมลงสาบยังสามารถย้ายตัวเองจากสิ่งของหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างติดมากับถุงจ่ายตลาด เจ้าของรถอาจต้องตรวจดูก่อนว่าไม่มีเจ้าแมลงนี้ติดมาด้วย

3. หลีกเลี่ยงการจอดรถใกล้กับถังขยะ หรือฝาท่อน้ำทิ้ง บรรดาเจ้าของรถควรหลีกเลี่ยงจอดรถของท่านใกล้กับแหล่งกำเนิดหรือเพาะพันธุ์แมลงสาบ เช่น ถังขยะ, หรือท่อน้ำทิ้งและสิ่งปฏิกูล แมลงสาบสามารถเข้าสู่ภายในตัวรถของท่านได้จากท่อเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักการเดินทาง ดังนั้นก่อนจอดรถในบริเวณที่กล่าวมาข้างต้น ขอให้เจ้าของรถมั่นใจว่า หน้าต่าง, ประตู, ท่อแอร์ ปิดสนิทเรียบร้อยแล้ว

     4. ระมัดระวังการใช้สารเคมีกำจัดแมลง ถึงแม้การใช้สารเคมีกำจัดแมลงจะเป็นวิธีที่รวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของรถพึงระวังคือ ระวังอย่าเข้าไปอยู่ภายในรถขณะใช้ เพราะสารเคมีในยากำจัดแมลงสามารถติดไฟได้ อีกทั้งยังเป็นอันตรายกับมนุษย์และสัตว์เลี้ยง หรือจะเลี่ยงการใช้สารเคมี ด้วยการนำกับดักแมลงสาบไปวางไว้ใต้เบาะที่นั่ง ก็สามารถช่วยดักจับได้อีกวิธีหนึ่ง

     5. ใบเตย มีช่วงหนึ่งที่คนไทยฮิตวางใบเตย 1 กำไว้ด้านหลังเบาะผู้โดยสาร ที่สิงคโปร์ก็ทำเหมือนกัน แต่พวกเขาเชื่อว่า กลิ่นของใบเตยช่วยไล่แมลงสาบได้ เรื่องนี้ 'ดร. ชาน เฮียง เฮา' นักกีฏวิทยา ของเรนโตคิล บอกว่า ใบเตยไม่ได้ฆ่าแมลงสาบ ช่วยเพียงป้องกันเท่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดควรเช็ดใบเตยให้แห้ง เนื่องจากใบเตยสามารถเป็นอาหารของแมลงสาบและแมลงอื่นๆ ได้

     6. เห็นแมลงสาบเพียงตัวเดียว อาจมีอีกเป็นฝูงภายในรถ ตามสถิติจากการกำจัดแมลงรบกวนของบริษัท เพสต์บัสเตอร์ ในสิงคโปร์บอกไว้ว่า การพบเห็นแมลงสาบในเวลากลางวัน อาจเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ เพราะแมลงสาบ 1 ตัวที่เห็น อาจหมายถึงอีกเป็นสิบหรือเป็นฝูงเลยก็ได้ เพราะนิสัยของแมลงสาบนั้นจะออกอาหารในเวลากลางคืน แต่ถ้ามันออกมาเดินเล่นตอนกลางวันภายในรถ นั่นอาจหมายถึงรถของคุณคือรังที่อยู่อาศัยของพวกแมลงสาบก็เป็นได้

     อีกทั้งยังพบสถิติว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ชาวสิงคโปร์ 5-10% เรียกใช้บริการบริษัทกำจัดแมลง เนื่องจากพบแมลงสาบเข้าไปอาศัยในรถจำนวนมาก

 

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #157 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2018, 14:02:39 »

สาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า พร้อมวิธีแก้ไข

 ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

      หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

      ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง

 ฝ้ากระจกรถยนต์ สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะอุณหภูมิของอากาศกับความชื้นภายนอก และภายในต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นได้เมื่อเกิดอากาศหนาวเย็น ฝนตก หรือในตอนเช้าๆ

      หากเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกหลังก็คงจะไม่ต้องเป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะที่กระจกหลังจะมีตัวไล่ฝ้าติดอยู่ เมื่อต้องใช้งานก็เพียงแค่กดปุ่มไล่ฝ้า เท่านี้ฝ้าที่กระจกหลังก็จะค่อยๆ หายไป

      ส่วนฝ้าที่เกิดกับกระจกบานหน้า และกระจกด้านข้าง ให้สังเกตดูก่อนว่า เกิดฝ้าขึ้นภายใน หรือภายนอกรถ เพราะหากเกิดฝ้าที่ด้านนอก แสดงว่าอุณหภูมิภายในรถเย็นกว่าภายนอก แต่ถ้าเกิดฝ้าภายในห้องโดยสาร แสดงว่าอุณหภูมิภายนอกเย็นกว่าภายในนั่นเอง

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #158 เมื่อ: 23 มีนาคม 2018, 12:52:43 »

รู้ยัง! เปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตูเสริมความเงียบได้

เสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ หรือรถเก่า ซึ่งส่วนใหญ่หากเป็นรถใหม่ สาเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะวัสดุที่นำมาผลิตรถยนต์ถูกลดต้นทุนลงไป จึงทำให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก มีเสียงเพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น หากซีเรียสมากๆ ก็จัดการแดมป์เก็บเสียงไปเลย

     แต่สำหรับรถเก่าที่มีอายุอานามประมาณ 10 ปีขึ้นไป บางอย่างอาจเสื่อมสภาพ จนทำให้มีเสียงรบกวนเข้ามาภายในห้องโดยสารมากมาย ขับแรงขับเบาก็มีเสียงรบกวนดังตลอดเวลา ลองมาแก้ปัญหาด้วยการ เปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตู เสริมความเงียบ กันดีกว่า ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายๆ คุณสามารถทำเองได้ ส่วนอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก สามารถหาซื้อได้ทั่วไป



     อุปกรณ์

1. กรรไกร และคัตเตอร์
2. ไขควง
3. กาวยาง
4. พลาสติกใส 1x1.5 เมตร 2 หรือ 4 แผ่น (สำหรับรถ 2 หรือ 4 ประตู)
5. พลาสติกกันกระแทก 1x1.5 เมตร 2 หรือ 4 แผ่น (สำหรับรถ 2 หรือ 4 ประตู)

     



     วิธีเปลี่ยนแผ่นพลาสติกในแผงประตู

1. ขันน็อตที่แผงประตูออกทั้งหมด และยกแผงประตูออกมาเก็บไว้ (ดูจุดขันน็อตแผงประตูที่คู่มือประจำรถรุ่นนั้นๆ)
2. แกะแผ่นพลาสติกอันเก่าที่แผงประตูออกมา และทำความสะอาดคราบกาวอันเก่าให้เรียบร้อย
3. นำกาวยางมาทาที่แผงประตู เน้นบริเวณที่เป็นขอบประตู หรือรอยกาวอันเก่า จากนั้นนำพลาสติกใสแปะเข้าไป จัดวางองศาให้ดี และอย่าลืมเจาะรูเผื่อไว้สำหรับต่อสวิทช์กระจกไฟฟ้าด้วย
4. ให้ทากาวยางที่พลาสติกใสอีกครั้งตามรอยเดิม เสร็จแล้วจึงติดพลาสติกกันกระแทกเข้าไปเสริมอีกชั้นหนึ่ง
5. ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ และตรวจเช็กอีกครั้ง จากนั้นจึงค่อยประกอบแผงประตูกลับเข้าที่เดิมให้เรียบร้อย

     เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเสร็จเรียบร้อย ภายในห้องโดยสารของคุณจะเงียบมากขึ้น สามารถลดเสียงลม และเสียงรบกวนได้มากโข แถมยังใช้เงินในการทำไม่เยอะ และเสียเวลาไม่มากอีกด้วย

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #159 เมื่อ: 8 พฤษภาคม 2018, 17:19:57 »

ฝาหม้อน้ำ ชิ้นส่วนเล็กๆ ที่มีความสำคัญมากกว่าที่คิด

บางคนอาจเคยเจอปัญหาเครื่องยนต์ผิดปกติ เพราะมีความร้อนขึ้นสูง แต่หาสาเหตุเท่าไหร่ก็หาไม่เจอสักที จริงๆ แล้วมันอาจเป็นเพราะ "ฝาหม้อน้ำ"

     หลายๆ คนอาจคิดว่าฝาหม้อน้ำมีไว้เพื่อปิดหม้อน้ำเฉยๆ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมาย แต่หน้าที่หลักๆ ของมันก็คือ ควบคุมแรงดันภายในหม้อน้ำให้มีความคงที่ ตามตัวเลขแรงดันที่ระบุเอาไว้บนฉลากที่ติดอยู่กับฝาหม้อน้ำนั่นเอง

     สำหรับสาเหตุที่ทำให้ฝาหม้อน้ำมีปัญหา มีอยู่ 2 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. วาล์ว และสปริงเป็นสนิม เนื่องจากหม้อน้ำมีความสกปรกจนทำให้เกิดสนิม
2. แผ่นยางเล็กๆ ใต้ฝาหม้อน้ำเสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน จนทำให้เกิดการฉีกขาด แข็ง เปราะ หรือเสียหาย ฯลฯ

     ฝาหม้อน้ำก็เหมือนชิ้นส่วน หรืออะไหล่อุปกรณ์ทั่วไป เมื่อใช้ไป 3 - 4 ปี หรือทุกๆ 40,000 - 50,000 กิโลเมตรก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากยางกันรั่วด้านใน และสปริงแรงดันสูง รวมไปถึงสปริงสุญญากาศ จะเกิดการเสื่อมสภาพ เพราะต้องอยู่กับความร้อนนานๆ นั่นเอง



     ส่วนราคาค่าตัวฝาหม้อน้ำก็ไม่แพงอย่างที่คิด แม้จะเบิกแท้ของศูนย์ฯ ก็ตาม ไม่เช่นนั้นแล้วมันอาจจะเกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ส่วนอื่นๆ ตามมา คราวนี้อาจจะต้องเสียเงินเพิ่มมากกว่าแค่ฝาหม้อน้ำแน่ๆ

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #160 เมื่อ: 15 พฤษภาคม 2018, 12:26:13 »

ท่อไอเสียรั่ว มีอาการเป็นอย่างไร?

     ท่อไอเสียรั่ว ปัญหาที่ดูแล้วอาจเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าเมื่อใดที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมา คุณควรที่จะรีบนำรถยนต์ไปแก้ไข ซ่อมแซม เพราะหากปล่อยไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

     บางคนอาจคิดว่าแค่ท่อรั่ว คงไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก แต่ผมกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่น้อยๆ อย่างที่คิด ทั้งในเรื่องของการรบกวนผู้อื่น และสุขภาพของคุณเอง

     สำหรับอาการของท่อไอเสียรั่ว จะมีอยู่หลักๆ ดังนี้

     1. รถไม่มีกำลัง อืด วิ่งไม่ออก เหยียบแล้วไม่พุ่งเหมือนเดิม
     2. เสียงดังผิดปกติ ดังกว่าเดิม และผิดเพี้ยนไปจากที่เคยเป็น
     3. ควัน และกลิ่นเข้าห้องโดยสาร ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดหัว ง่วงนอน มึนงง และอาจเสียชีวิตได้ เพราะก๊าซคาร์บอนฯ ที่รั่วไหลเข้ามา



     สุดท้ายนี้ หากรถยนต์ของคุณเกิดอาการตามที่กล่าวมา คุณควรรีบนำรถไปซ่อมแซมโดยเร็ว อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะค่าซ่อม ค่าเชื่อม ไม่ได้แพงอย่างที่คิด แต่ถ้าอาการหนักมากๆ ก็ยอมควักเงินเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เปลี่ยนท่อเส้นใหม่ไปเลย จะได้ไม่มีปัญหาตามมากวนใจทีหลัง

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #161 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2018, 11:29:49 »

ที่ปัดน้ำฝนเสียงดัง สาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร

เริ่มเข้าสู่ช่วงหน้าฝน การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคุณขับรถไปแล้วเกิดปัญหาระหว่างทางที่ฝนตก มันคงจะน่าหงุดหงิดไม่น้อย

      ซึ่งปัญหาหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำและถือเป็นตัวช่วยสำคัญเมื่อเจอกับพายุฝนกระหน่ำตกมาแบบแรงๆ เม็ดใหญ่ๆ นั่นก็คือ ที่ปัดน้ำฝน

      ส่วนใหญ่ยางที่ใช้ปัดน้ำฝนจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี เมื่อครบรอบ หรือก่อนจะเข้าหน้าฝนก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ เพราะหากยังฝืนใช้งานต่อไป ที่ปัดน้ำฝนจะเกิดเสียงดัง และปัดไม่สะอาดหมดจดเหมือนตอนแรก

      สำหรับสาเหตุที่ทำให้ที่ปัดน้ำฝนเกิดเสียงดัง มีอยู่ดังนี้

1. เนื้อยางที่ปัดน้ำฝนแข็งขึ้น-เสื่อมสภาพ
2. ตัวยางที่ปัดน้ำฝนกับกระจกเกิดความฝืด
3. แรงกดระหว่างยางที่ปัดน้ำฝนกับกระจกมีมากเกินไป



      นอกจากนี้ การดูแลที่ปัดน้ำฝนก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ แถมยังเป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่นำผ้าไปชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วรูดไปที่ยางปัดน้ำฝนให้ทั่วก็เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคุณควรดูแลที่ปัดน้ำฝนให้ดี หรือเปลี่ยนใหม่ทันทีเมื่อยางปัดเสื่อมสภาพ จะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดทีหลัง

 
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #162 เมื่อ: 30 พฤษภาคม 2018, 13:10:31 »

ยางเสื่อมสภาพได้ง่ายๆ หากจอดรถผิดวิธี

     บางคนซื้อรถยนต์มาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน และในทุกๆ วันก็นำมาใช้งานตลอด แต่บางคนอาจมีรถหลายคัน หรือมีไว้แต่ไม่ได้ใช้ เนื่องด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ทำให้ต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ

     ซึ่งการจอดรถทิ้งไว้แบบนี้ ต้องดูสถานที่จอดให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ ยางรถยนต์เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

     เนื่องจากการจอดรถยนต์ทิ้งไว้อยู่กับที่นานๆ ตัวรถ และน้ำหนักของรถทั้งหมดจะกดทับลงมาที่หน้ายางที่สัมผัสกับพื้น ด้วยเหตุนี้มันอาจทำให้ยางรถยนต์เกิดการเสียรูป และมันจะยิ่งเสียหายหนักขึ้น หากสถานที่จอดรถยนต์ของคุณไม่ใช่พื้นราบเรียบสม่ำเสมอกัน เช่น เนิน ลูกระนาด ฝาท่อ พื้นลาดเอียง ฯลฯ

     ดังนั้น เมื่อยางเสื่อมสภาพ ยางเสียรูป ไม่เป็นรูปวงกลมแล้ว ขณะวิ่งใช้งานรถยนต์ของคุณจะเกิดอาการสั่น มีเสียงดัง ฯลฯ



     สุดท้ายนี้ หากคุณไม่อยากให้ยางเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ คุณต้องคอยไปขยับรถเพื่อเดินหน้า หรือถอยหลังบ้าง และอย่าจอดในพื้นที่ที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้หากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นานจริงๆ ให้เติมลมยางเผื่อไว้ประมาณ 5 - 10 ปอนด์จากปกติด้วยนะครับ


บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #163 เมื่อ: 20 มิถุนายน 2018, 10:58:33 »

ดีเครดิต รับทำประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1
รับรถถึง 15ปี
ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก
สนใจสมัคร คลิกที่นี่

http://www.d-credit.com

LINE ID : d-credit
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #164 เมื่อ: 5 กรกฎาคม 2018, 20:15:15 »

สินเชื่อรถยนต์ วงเงินสูงสุด สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
ให้ยอดสูง ต้องการเงินสด รถคุณช่วยได้ ให้ดอกถูกผ่อนนานไม่มีเงินเดือนประจำก็ยื่นได้ 
 - รับรถปี 2002 ขึ้นไป ให้ยอดจัดสูง ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติง่าย ถูกต้องตามกฏหมาย ผ่อนได้สูงสุด 72 งวด
 - รับรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อ รถหรู รถสปอร์ตนำเข้าราคาแพง ไม่จำกัดวงเงิน
    หรือรถบ้านทั่วไป
 - ที่อื่นไม่รับเราจัดให้ ได้ทั้ง ลูกค้า บุคคล หรือ บริษัท
    ยื่นทีเดียวพร้อมกันหลายคันก็ได้
 - ที่เก่าผ่อนสูง ต้องการยืดระยะเวลาให้ผ่อนน้อยลงสามารถทำได้
 - รถยังผ่อนอยู่ แต่อยากใช้เงินก็สามารถทำได้
   (เช็คยอดค้างไฟแนนซ์ทั้งหมดก่อนโทรปรึกษา)
 - อยู่ต่างจังหวัด สามารถจัดไฟแนนซ์ได้
 - ไม่ต้องเป็นเจ้าบ้าน - บ้านเช่าก็จัดได้

สำหรับสินเชื่อรถยนต์ให้วงเงินสูงสุดตามราคาประเมินของไฟแนนซ์
 
คุณสมบัติของผู้สมัคร
 
  - สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
  - ผ่อนนาน 12-72 เดือน
  - อายุ 20- 60 ปี
  - สัญชาติไทย

เอกสาร
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาบัญชีย้อนหลัง 3-6 เดือน
4. สลิบเงินเดือน(เดือนล่าสุด)หรือ หนังสือรับรองเงินเดือนก็ได้
5. สำเนาทะเบียนรถ
6. แผนที่บ้าน และ ที่ทำงาน

เอกสารครบ รู้ผลเลย รับเงิน ภายใน 3 วันทำการ

สนใจสมัคร คลิกที่นี่

https://www.d-credit.com

LINE ID : d-credit
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 9 10 [11] 12   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS