ThaiMARCH.comAOT
22 กันยายน 2019, 04:48:55 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 12   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ ให้ยอดสุง 120% รถผ่อนอยู่ก็ทำได้  (อ่าน 15369 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #105 เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2016, 17:03:28 »

5 เทคนิคเด็ดขับ 'เกียร์ออโต้' ในเมืองให้ประหยัด

รถยนต์สมัยใหม่ถูกติดตั้งเทคโนโลยีมากมายเพื่อให้ประหยัดน้ำมันขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุลดลงแล้วพ่วงเทอร์โบเข้าไป หรือระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อที่ช่วยให้ขับรถได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น แต่หากผู้ขับขี่ยังคงใจร้อน ขับรถเร็ว ก็ยากที่รถของคุณจะประหยัดน้ำมันได้

      จึงขอแนะนำ 5 เทคนิคพิชิตจราจรในเมืองให้ประหยัดน้ำมัน.. ทำอย่างไร?

 

1.ติดไฟแดงปลดเกียร์ N

     จริงอยู่ที่การสลับเกียร์ระหว่าง D และ N บ่อยๆ จะทำให้เกียร์เกิดความสึกหรอมากขึ้น แต่ให้ลองประเมินดูว่าถ้าต้องหยุดรถนานกว่า 1 นาทีขึ้นไป ก็สลับมาเกียร์ N ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันลงได้ราว 20-30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

2.มี Start/Stop ใช้ให้คุ้ม

     รถคันไหนที่ติดตั้งระบบ Start/Stop ที่ช่วยดับเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติขณะเหยียบเบรกค้างไว้ ถ้าสภาพการจราจรเอื้ออำนวยพอก็เปิดใช้งานไปเถอะครับ ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นแน่นอน แต่หากจังหวะที่ต้องเคลื่อนที่สลับหยุดนิ่งบ่อยๆ หรือกำลังหาที่จอดรถ การปิดระบบไว้ก็จะช่วยยืดอายุไดสตาร์ทได้เหมือนกัน

3.ปล่อยไหลเข้าไฟแดง

     คนส่วนใหญ่จะใช้วิธีเลี้ยงความเร็วมาเรื่อยๆ แล้วกดเบรกเพื่อให้รถหยุดต่อท้ายคันหน้าพอดี คราวนี้ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีปล่อยคันเร่งเพื่อให้รถไหลเข้าไฟแดงดูบ้าง ก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะอย่างไรก็ต้องไปจอดติดไฟแดงกับเขาอยู่แล้ว หากปล่อยคันเร่งเพื่อตัดการจ่ายน้ำมันให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นได้

4.ออกตัวให้ช้าลง

     หากถนนเส้นไหนที่รถวิ่งไม่เร็วนัก ให้ลองออกตัวช้าๆดูบ้าง โดยประคองไม่ให้รอบเครื่องยนต์เกิน 2,500 รอบต่อนาที ก็จะช่วยลดการจ่ายน้ำมันได้ เพราะจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งเป็นช่วงที่รถกินน้ำมันมากที่สุด

5.รักษาความเร็วให้คงที่

     หากสามารถใช้ความเร็วได้ ควรเลี้ยงความเร็วให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ ไม่เร่งหรือชะลอโดยไม่จำเป็น ก็จะช่วยลดการบริโภคน้ำมันลงได้เช่นกัน

     ลองมาเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เสียแต่วันนี้ ฝึกให้กลายเป็นนิสัย รับรองว่าจ่ายค่าน้ำมันถูกลงกว่าเดิมแน่นอนครับ
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #106 เมื่อ: 4 พฤศจิกายน 2016, 17:04:04 »

5 เทคนิคเด็ดขับ 'เกียร์ออโต้' ในเมืองให้ประหยัด

รถยนต์สมัยใหม่ถูกติดตั้งเทคโนโลยีมากมายเพื่อให้ประหยัดน้ำมันขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุลดลงแล้วพ่วงเทอร์โบเข้าไป หรือระบบควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อที่ช่วยให้ขับรถได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น แต่หากผู้ขับขี่ยังคงใจร้อน ขับรถเร็ว ก็ยากที่รถของคุณจะประหยัดน้ำมันได้

      จึงขอแนะนำ 5 เทคนิคพิชิตจราจรในเมืองให้ประหยัดน้ำมัน.. ทำอย่างไร?

 

1.ติดไฟแดงปลดเกียร์ N

     จริงอยู่ที่การสลับเกียร์ระหว่าง D และ N บ่อยๆ จะทำให้เกียร์เกิดความสึกหรอมากขึ้น แต่ให้ลองประเมินดูว่าถ้าต้องหยุดรถนานกว่า 1 นาทีขึ้นไป ก็สลับมาเกียร์ N ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันลงได้ราว 20-30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

2.มี Start/Stop ใช้ให้คุ้ม

     รถคันไหนที่ติดตั้งระบบ Start/Stop ที่ช่วยดับเครื่องยนต์ให้อัตโนมัติขณะเหยียบเบรกค้างไว้ ถ้าสภาพการจราจรเอื้ออำนวยพอก็เปิดใช้งานไปเถอะครับ ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นแน่นอน แต่หากจังหวะที่ต้องเคลื่อนที่สลับหยุดนิ่งบ่อยๆ หรือกำลังหาที่จอดรถ การปิดระบบไว้ก็จะช่วยยืดอายุไดสตาร์ทได้เหมือนกัน

3.ปล่อยไหลเข้าไฟแดง

     คนส่วนใหญ่จะใช้วิธีเลี้ยงความเร็วมาเรื่อยๆ แล้วกดเบรกเพื่อให้รถหยุดต่อท้ายคันหน้าพอดี คราวนี้ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีปล่อยคันเร่งเพื่อให้รถไหลเข้าไฟแดงดูบ้าง ก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะอย่างไรก็ต้องไปจอดติดไฟแดงกับเขาอยู่แล้ว หากปล่อยคันเร่งเพื่อตัดการจ่ายน้ำมันให้เร็วขึ้น ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นได้

4.ออกตัวให้ช้าลง

     หากถนนเส้นไหนที่รถวิ่งไม่เร็วนัก ให้ลองออกตัวช้าๆดูบ้าง โดยประคองไม่ให้รอบเครื่องยนต์เกิน 2,500 รอบต่อนาที ก็จะช่วยลดการจ่ายน้ำมันได้ เพราะจังหวะออกตัวจากจุดหยุดนิ่งเป็นช่วงที่รถกินน้ำมันมากที่สุด

5.รักษาความเร็วให้คงที่

     หากสามารถใช้ความเร็วได้ ควรเลี้ยงความเร็วให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ ไม่เร่งหรือชะลอโดยไม่จำเป็น ก็จะช่วยลดการบริโภคน้ำมันลงได้เช่นกัน

     ลองมาเริ่มต้นเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่เสียแต่วันนี้ ฝึกให้กลายเป็นนิสัย รับรองว่าจ่ายค่าน้ำมันถูกลงกว่าเดิมแน่นอนครับ
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #107 เมื่อ: 8 พฤศจิกายน 2016, 20:19:35 »

อุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มฟื้นตัว
ส.อ.ท.ชี้อุตสาหกรรมรถยนต์เดือน ก.ย.ฟื้นตัว รอลุ้นยอดขายแตะ 7.8 แสนคัน ด้านส่งออกเพิ่มขึ้นในรอบ 12 เดือน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในเดือน ก.ย. 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 1.73 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.92% โดยเป็นการผลิตรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้น 48.24% ที่จำนวน 3.16 หมื่นคัน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 2.13 หมื่นคัน และเป็นการผลิตรถกระบะเพิ่มขึ้น 11.88% โดยมียอดการผลิตที่ 2.84 หมื่นคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ผลิต 2.54 หมื่นคัน เพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) มีทั้งสิ้น 1.47 แสนคัน เพิ่มขึ้น 3.14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดการผลิต 1.43 แสนคัน
ทั้งนี้ สอดคล้องกับยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ย. 2559 มีจำนวน 6.35 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 2.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการขายรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้น ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถกระบะ เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นทำให้ประชาชนมีรายได้ และการแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ ก่อนหน้านี้
สำหรับยอดผลิตรถยนต์ล่าสุดเดือน ก.ย.ที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี และหากยอดผลิตคงอัตราการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศปีนี้ทั้งปีมีโอกาสที่อาจจะทำได้ถึง 7.8 แสนคัน มากกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดการณ์ไว้ 7.5 แสนคัน
ขณะที่ยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือน ก.ย. 2559 ส่งออกได้ 1.12 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.91% โดยคิดเป็นมูลค่าส่งออก5.87 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือน ก.ย. 2558 ที่มีมูลค่า 5.35 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 8.95%
ด้านการส่งออกที่ลดลงเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวลง เช่น ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ส่งผลให้การส่งออกรถกระบะดับเบิ้ลแค็บที่มีมูลค่าสูงกว่ารถอีโคคาร์ลดลง สอดคล้องกับการปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกที่เติบโตลดลงจากการประมาณการตอนต้นปีของหลายองค์กรระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) มีจำนวน 9 แสนคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.51% มีมูลค่าส่งออก 4.8 แสนล้านบาทซึ่งปีนี้ประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวส่งผลให้มียอดคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกรถยนต์ที่เชื่อว่าจะส่งออกได้ตามที่คาดการณ์ไว้ 1.22-1.25 ล้านคัน ส่วนยอดขายรถยนต์ทั้งปีจะอยู่ที่ 1.97-2 ล้านคัน
http://www.posttoday.com/auto/news/461121
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #108 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2016, 20:06:33 »

เผยยอดรถในไทยปี59พุ่งทะลุ37ล้านคัน

กรมการขนส่งทางบกเผยยอดรถในไทยพุ่ง 37 ล้านคัน โดยเฉพาะปี 2559 มีผู้จดทะเบียนทั่วประเทศ 2,456,686 คัน   

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2559 มีผู้นำรถใหม่ (ป้ายแดง) เข้าจดทะเบียนทั่วประเทศ   2,456,686 คัน เฉลี่ยเดือนละกว่า 240,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน 100,949 คัน โดยรถจักรยานยนต์มากสุด
อยู่ที่ 1,620,901 คัน เพิ่มขึ้น 84,281 คัน รองลงมาคือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน อยู่ที่ 490,124 คัน เพิ่มขึ้น 35,854 คัน และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถปิกอัพ) อยู่ที่ 212,281 คัน ลดลง 3,631 คัน 

อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ มียอดรถรวมทั้งสิ้น 37,268,655 คัน ประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 20,289,721 คัน รถยนต์ 8,146,250 คัน รถปิกอัพ 6,259,806 คัน รถบรรทุก 1,049,749 คัน และรถโดยสาร 156,089 คัน

http://www.posttoday.com/auto/news/465208
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #109 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2016, 12:03:22 »

กรมการขนส่งทางบก แนะนำ!!! การซื้อขายรถควรดำเนินการโอนทางทะเบียน พร้อมนำรถเข้าตรวจสอบความถูกต้องด้วยตนเอง ณ สำนักงานขนส่งที่จดทะเบียน ย้ำ!!! อย่าซื้อขายโดยวิธีการโอนลอย เสี่ยงอาจเป็นรถที่ได้มาด้วยวิธีไม่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วนำมาสวมซากสวมทะเบียนหลอกลวงประชาชน
.
นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ปัญหาการหลอกลวงประชาชนขายรถสวมซากสวมทะเบียน มักเกิดขึ้นกับการซื้อขายรถด้วยวิธีการโอนลอยที่ผู้ซื้อไม่นำรถไปดำเนินการตรวจสภาพรถและจดทะเบียนด้วยตนเองตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพนำรถโจรกรรมมาหลอกขาย โดยอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะต่างๆ เช่น รถได้มาอย่างผิดกฎหมาย ตอกเลขตัวถัง เครื่องยนต์ใหม่ และทำคู่มือเอกสารการโอนปลอม หรือซื้อซากรถที่ใช้งานไม่ได้แล้วแต่ยังมีทะเบียนถูกต้อง เพื่อนำรถรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน มาสวมทะเบียนแทน โดยทำการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่ทั้งเลขตัวถังและเลขคัสซีให้ตรงกับเอกสาร ส่วนอีกวิธีคือสวมทะเบียนเฉพาะป้าย โดยจะปลอมป้ายทะเบียน เครื่องหมายเสียการเสียภาษี รวมทั้งปลอมคู่มือประจำรถ ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี ปรับสูงสุด 10,000 บาท และกรมการขนส่งทางบกจะเพิกถอนการจดทะเบียนรถทันที นอกจากนี้ ยังอาจมีความผิดตามมาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ที่กำหนดให้รถทุกคันต้องมีและติดแผ่นป้ายทะเบียนและเครื่องหมายการเสียภาษีที่ทางราชการออกให้เท่านั้น ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
.
รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเบื้องต้นเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงนำรถผิดกฎหมายมาโอนขาย กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ผู้ซื้อตรวจสอบแหล่งที่มาของรถก่อนตัดสินใจ ตรวจสอบเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ตรงกับเอกสารหรือไม่ รวมทั้งป้ายวงกลมและป้ายทะเบียนติดหน้าหลังรถตรงกันหรือไม่ ตรวจสอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ ตรวจสอบลำดับครอบครองต้องไล่เรียงกัน หากมีการแจ้งหายทำเล่มใหม่ มีประวัติแจ้งย้ายหลายจังหวัด ให้เพิ่มความระมัดระวัง ทั้งนี้ การซื้อรถควรซื้อต่อจากคนรู้จักที่ไว้วางใจได้ หรือถ้าเป็นเต้นท์รถมือสอง ควรตรวจสอบหลักฐานทะเบียนรถจากเจ้าของรถหรือผู้ขายมาขอตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับสำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขา และเพื่อเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นสามารถนำรถเข้ามาตรวจสอบความถูกต้อง ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดหรือสำนักงานขนส่งสาขาที่รถนั้นจดทะเบียน โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดกวดขันการตรวจสภาพรถตามรายการที่กำหนดทุกคัน เพื่อป้องกันไม่ให้รถผิดกฎหมายดำเนินการทางทะเบียนได้โดยเด็ดขาด ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะมีการระงับการดำเนินการทางทะเบียนที่ไม่ถูกต้องทันที และหากประชาชนพบเห็นรถต้องสงสัยสามารถแจ้งข้อมูลมายังกรมการขนส่งทางบก หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย และป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด
----------------------------------
https://m.facebook.com/PR.DLT.NEWS/photos/a.1563735837182911.1073741827.1563537483869413/1824951791061313/?type=3
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #110 เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2016, 13:08:42 »

ส่งออกรถต.ค.ร่วง7.23%

ยอดส่งออกรถยนต์ ต.ค.ทำได้แค่ 1.03 แสนคัน ลดลง 7.23% ทำ 10 เดือน ส่งออกได้แค่ 1 ล้านคัน ลดลง 1.25%

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า  ยอดส่งออกรถยนต์ในเดือน ต.ค. 2559 อยู่ที่ 1.03 แสนคัน ลดลง 7.23% เทีบบกับ ต.ค. 2558 มีมูลค่าส่งออก 5.39 หมื่นล้านบาท ลดลง 10.11% สาเหตุมาจากการส่งออกใน ตลาดสำคัญปรับตัวลดลง เช่น ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้

ทั้งนี้ ส่งผลให้ยอดส่งออกรวม 10 เดือน ปี 2559 อยู่ที่ 1 ล้านคัน ลดลง 1.25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

"การส่งออกรถยนต์ลดลงเป็นผล จากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่นำเข้ารถจาก ไทยชะลอตัว โดยตลาดตะวันออกกลางและอเมริกาใต้มีสัดส่วนการส่งออกลดลงมาอยู่ที่ 2.2% จากเดิมที่เคยขึ้นไปถึง 5% ประกอบกับประเทศเหล่านี้เริ่มมี การลงทุนผลิตรถยนต์ในแอฟริกาเพื่อ ส่งออก ขณะที่ตลาดส่งออกอื่นๆเช่น เอเชียและออสเตรเลีย ก็มีปัญหาปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน" นาย สุรพงษ์ กล่าว

ขณะที่ยอดผลิตรถยนต์ของไทย ในเดือน ต.ค. 2559 มีทั้งสิ้น 1.61 แสนคัน ลดลง 2.59% เทียบ ต.ค. 2558 ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์รวม 10 เดือนปีนี้ มีทั้งสิ้น 1.63 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 2.55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนยอดจำหน่ายในประเทศ ต.ค.อยู่ที่ 6.51 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 13.52% ส่งผลให้ยอดผลิตจำหน่ายในประเทศ 10 เดือน อยู่ที่ 6.40 แสนคัน เพิ่มขึ้น 10.9%

http://www.posttoday.com/auto/news/466960

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #111 เมื่อ: 6 ธันวาคม 2016, 15:00:17 »

ซื้อรถยุคเศรษฐกิจซึมเศร้า ตรวจสุขภาพการเงินก่อนตัดสินใจ

ช่วงนี้หลายคนอาจจะวางแผนซื้อรถเอาไว้ แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อ เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย เงินในกระเป๋าที่รับมาทุกๆ เดือน ก็ไม่รู้จะหดจะหายไปเมื่อไหร่ ส่วนเงินที่จะได้เพิ่มชั่วโมงนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า ‘ยาก’ ภาวะความไม่เชื่อมั่นจึงเกิดตามมา แต่เอาล่ะ... ในเมื่อสถานการณ์

เป็นเช่นนี้แล้วยังคิดจะซื้อรถ ลองมาดูกันก่อนว่า มีข้อควรต้องพิจารณาอะไรกันบ้างที่จะมาประกอบการตัดสินใจว่าจะเข้าเกียร์เดินหน้า หรือใส่เกียร์ถอยไปตั้งหลักกันใหม่กันดี

ข้อแรก มองไปที่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในระยะใกล้ๆ และใน 1 ปีข้างหน้า ต้องบอกเลยว่า เศรษฐกิจยังไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ เพื่อช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แต่ก็อาจจะทำได้แค่รักษาอาการไม่ให้มันทรุดลงไปเท่านั้น  เพราะรายได้หลักของประเทศที่มาจากการทำมาค้าขายกับต่างประเทศ นั่นก็คือการส่งออกอาการยังร่อแร่

ขณะที่การลงทุนของเอกชนก็ยังไม่เดินหน้า การใช้จ่ายภาคประชาชนก็น้อยนิดเต็มที่ จะหวังพึ่งภาคการท่องเที่ยวในเวลานี้อาจจะยังไม่เหมาะ ก็ได้แต่หวังกันว่า การลงทุนของภาครัฐที่มีแผนกันเป็นหลักแสนๆ ล้านบาท จะสัมฤทธิ์ผล ซึ่งนั่นอาจจะทำให้ความเชื่อมั่นในด้านอื่นๆ ตามมา ยิ่งปีหน้าตามแผนจะมีการเลือกตั้งอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำมาค้าขายกับประเทศประชาธิปไตยน่าจะดีขึ้น ไม่ถูกบีบจนหน้าเขียวเหมือนที่ผ่านมา

รวมๆ แล้วในปีหน้าเรื่องเศรษฐกิจยังต้องลุ้นว่าจะไปต่อได้มากน้อยแค่ไหน ไอ้ที่ว่าจะฟื้นตัวปุ๊บปั๊บเงินทองไหลมาเทมานั้นเลิกคิดไปได้ ดีที่สุดคือ โตช้าๆ อย่างเยือกเย็น ได้เท่านั้นก็ถือว่าบุญแล้วล่ะ คราวนี้มาดูที่ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อยนั่นก็คือ สถานะการเงินของเราภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้จะยังไหวมั้ย

พวกที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ลองอัพเดตสถานการณ์ของบริษัทดูสักหน่อย การทำมาค้าขายประกอบธุรกิจยังดีอยู่หรือไม่ แผนการปรับเงินเดือน จ่ายโบนัส ยังวางอยู่บนโต๊ะเจ้านายหรือถูกโยนลงถังขยะไปแล้ว ไปสืบมาดีๆ ซึ่งจริงๆ ก็ดูง่ายๆ จากผลการดำเนินการของบริษัท ถ้ามันไม่ดี เจ้านายที่ไหนจะใจดีให้ขึ้นเงินเดือนให้เยอะๆ หรือสั่งจ่ายโบนัสหนักๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้

ส่วนพวกอาชีพอิสระทำมาค้าขายอาจจะง่ายหน่อย เพราะเป็นเจ้านายตัวเองจับเงินอยู่ทุกวันย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า จะไปรอดมั้ยส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้ ถ้าไม่ใช่พวกมั่นสุดๆ หรือพวกเพ้อไปวันๆเขาค่อนข้างจะเจียมตัวระมัดระวังการจับจ่ายกันอยู่แล้ว บางทีแผนการซื้อรถใหม่ของพวกเขาอาจจะถูกฉีกทิ้งไปตั้งแต่สองสามปีที่แล้วก็เป็นได้ หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่ดีกว่า


การตรวจสอบสถานการณ์การเงินทั้งภาคเศรษฐกิจโดยรวมและเศรษฐกิจส่วนบุคคล ย่อมทำให้เราตัดสินใจได้ว่า ควรหรือไม่ควรซื้อรถในเวลานี้ แต่ถ้าจำเป็นจะต้องซื้อควรจะซื้อแบบไหน เพื่อให้ปลอดภัยกับสถานะการเงินของตัวเองมากที่สุด ถึงตรงนี้ ก็พอจะตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า การจะซื้อรถในตอนนี้จำเป็นหรือไม่จำเป็น ยกเว้นพวกที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ต้องคิดอะไรมาก จัดไปตามใจปรารถนาก็แล้วกัน.

หากมองว่า ยังมีเวลาที่จะดูหน้าดูหลังอีกสักนิดก็ให้ใส่เกียร์ถอยกลับไปตั้งหลักใหม่ ลองเอาสตางค์ที่จะผ่อนไปใส่กระปุกดู เก็บออมเพิ่มอีกนิดก็ไม่เห็นเสียหายอะไร เก็บไปเก็บมาเผลอๆอาจจะซื้อเงินสดได้เลยก็เป็นไปได้นะ ซึ่งการทดลองเก็บเงินตามจำนวนงวดที่จะต้องผ่อนจะทำให้เรารู้ตัวเองว่า ภาระที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนเรารับกับมันได้หรือไม่ นอกจากนี้ การทดลองผ่อน (โดยการเก็บใส่กระปุก) ไปสักระยะ ก็จะทำให้เราได้เงินดาวน์รถที่เพิ่มขึ้นด้วย

http://www.posttoday.com/auto/news/468166
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #112 เมื่อ: 18 ธันวาคม 2016, 12:40:32 »

ครม. มีมติยกเว้นค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์กทม.-บ้านฉาง และบางปะอิน-บางพลี ตั้งแต่ 29 ธ.ค.59 ถึง 4 ม.ค.60
วันนี้ (13 ธ.ค. 59) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมในช่วงเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560
โดยกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (สายกรุงเทพมหานคร-บ้านฉาง รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าชลบุรี ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยา ตอนกรุงเทพมหานคร-เมืองพัทยา รวมทางแยกไปบรรจบทางหลวงหมายเลข 34 (บางวัว) ทางแยกเข้าท่าเรือแหลมฉบัง และทางแยกเข้าพัทยา) และบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบางปะอิน-บางพลี) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ.2497 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2555) ออกตามความใน พ.ร.บ.กำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ.2497
http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=122388&t=news
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #113 เมื่อ: 22 มกราคม 2017, 16:45:40 »

รถเสียระหว่างทาง ทำยังไงดี?

 คงไม่มีใคร อยากให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเองเมื่อต้องขับรถเดินทางไกล เพราะนอกจากจะเสียอารมณ์ในเรื่องของรถที่พัง และการเดินทางที่ไม่ราบรื่นแล้ว การเสียเงินซ่อม รวมไปถึงการเสียเวลารอรถซ่อมเสร็จ ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าใดนัก

   ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นเพราะคุณไม่ค่อยตรวจเช็ก หรือดูแลรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ แต่บางครั้งมันก็อาจเกิดขึ้นได้แบบปัจจุบันทันด่วน แม้คุณจะดูแลรักษาดีแล้วก็ตาม และถึง แม้เหตุการณ์บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว แต่ถ้าหากเราเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเท่าไหร่ และหากมีความรู้ในเรื่องของรถยนต์บ้าง(เล็กน้อยก็ยังดี) ก็อาจทำให้รอดพ้น สถานการณ์นั้นๆ ไปได้ แล้วจึงค่อยไปขอความช่วยเหลือ หรือนำรถไปเข้าอู่เพื่อตรวจเช็ก และซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม

   เอาเป็นว่ามาดูวิธีการรับมือเบื้องต้น เมื่อรถเสียกลางทางกันดีกว่า ว่ามีอะไรต้องเตรียมกันบ้าง

   1. สติ เป็นสิ่งที่ควรมีที่สุดยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น เพราะหากขับขี่อยู่แล้วคุมสติไม่ได้ อาจเกิดอุบัติเหตุทันที หรือถ้าหากรถจอดเสียกลางทางแล้วมัวแต่สติแตก บางทีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจมองข้าม ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้นั่นเอง

   2. ยางอะไหล่ รถทุกคันต้องมีมาให้อยู่แล้ว แต่ก็มีบางคนที่ถอดออกเพราะรู้สึกเกะกะ หนักรถ หรือขวางทางถังแก๊ส จึงเอาออก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่สมควรเอาออกอย่างยิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เดินทางไกลก็ตาม เพราะหากรถเกิดยางแตก ยางแบน ฯลฯ ระหว่างทางขึ้นมา มียางอะไหล่ไว้เปลี่ยน ก็ดีกว่าต้องจอดรอความช่วยเหลือ หรือบดยางเส้นนั้นไปจนถึงอู่ เผลอๆ บดมากๆ จนปะไม่ได้ ก็ต้องเสียเงินเปลี่ยนใหม่ทั้งเส้น

   3. เครื่องมือประจำรถ ส่วนมากจะมาพร้อมกับยางอะไหล่ โดยจะมี แม่แรง ตัวขันแม่แรง ตัวขันน็อตล้อรถ ฯลฯ ซึ่งอุปกรณ์ในส่วนนี้ นอกจากจะนำมาใช้เปลี่ยนล้อได้แล้ว มันยังสามารถใช้ยกใต้ท้องรถ เพื่อตรวจดูตรวจสอบอาการผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุอื่นได้อีกด้วย

   4. อุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นๆ เช่น ไฟฉาย สายพ่วงแบตเตอรี่ ป้ายไฟสัญญาณเตือน ตัวตัดเข็มขัด และที่ทุบกระจก ฯลฯ แม้จะดูว่าเยอะ แต่มีไว้ใช้ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

   5. น้ำเปล่าขวดใหญ่ ดูแล้วเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ถ้าหากรถเกิดความร้อนขึ้น (โอเวอร์ฮีท) คุณก็สามารถนำมันมาเติมแก้ขัด เพื่อขับรถไปเข้าอู่ที่ใกล้ที่สุดได้ แต่ควรจำไว้ด้วยว่า อย่าเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่มันยังร้อนอยู่ เพราะน้ำที่เหลืออยู่ภายในอาจพุ่งออกมาโดนร่างกายของคุณ ทำให้บาดเจ็บได้ ควรรออย่างน้อย 15 นาที แล้วจึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำออก



   6. อุปกรณ์ช่าง เช่น ไขควงปากแบน-แฉก คีม ประแจเบอร์ต่างๆ สายรัดเคเบิ้ลไทร์ น็อตตัวผู้ตัวเมีย และสกรูเบอร์ต่าง ฯลฯ บางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องงัดแงะ แกะ ไข หรือขันในจุดต่างๆ เช่น ตกหลุมกันชนหลุด ก็อาจต้องใช้ไขควง ประแจ น็อต ขันมันกลับเข้าไปให้แน่น หรือถ้าหูกันชนฉีก ขาด ก็นำเคเบิ้ลไทร์มารัดแก้ขัดไปก่อน แล้วจึงค่อยนำไปซ่อมทีหลัง

   7. ท่อนเหล็ก หรือท่อนไม้ยาวๆ นำมาใช้ได้ในกรณีที่เพิ่งจอดรถแล้วเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ พอกลับมาแล้วสตาร์ทไม่ติด และเช็กแล้วว่าแบตเตอรี่ยังดีอยู่ หรือเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ คุณสามารถนำมากระทุ้ง หรือเคาะเบาๆ ที่ไดร์สตาร์ทได้ เพราะไดร์สตาร์ทอาจเสื่อมแล้ว จึงทำให้สตาร์ทรถไม่ติด

   8. ลวด สามารถเอามาใช้ได้เมื่อท่อไอเสียรถยนต์เกิดขาดแล้วครูด หรือลากไปกับพื้นถนน ให้รีบจอดรถเข้าข้างทางเมื่อได้ยิน หรือรู้สึกตัว จากนั้นเอาลวดมาผูกมัดให้แน่น เพื่อใช้งานชั่วคราวไปก่อนจะไปหาอู่ซ่อม และอย่าใช้เชือกฟาง เคเบิ้ลไทร์ หรือเชือกที่ไม่ทนความร้อนมาผูก เพราะตัวท่อมีความร้อนสูง อาจทำให้เชือกที่นำมาผูกท่อขาด ทำให้ท่อหลุดร่วงลงมาที่พื้นอีกครั้ง

  สุดท้ายนี้ที่ลืมไม่ได้เลย และเชื่อว่าทุกคนไม่น่าจะลืมก็คือ โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนนั่นเอง เพราะหากที่กล่าวมาทั้งหมดด้านบน คุณไม่ได้เตรียมมาเลย โทรศัพท์จึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่คุณจะพึ่งได้ เนื่องจากคุณสามารถโทรขอความช่วยเหลือได้ ทั้งจากครอบครัว เพื่อน หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินต่างๆ รวมไปถึงอู่ซ่อม ฯลฯ และหากใครมีวิธีช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม สามารถนำมาแนะนำเพื่อนๆ ในแฟนเพจได้เลยครับ


บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #114 เมื่อ: 8 มีนาคม 2017, 15:27:04 »

กล้องติดรถคึก อ้อนรัฐกำหนด มีเป็นมาตรฐาน

กล้องติดหน้ารถยนต์คึก หนุนรัฐประกาศเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จับตาสินค้าจีนคุณภาพต่ำแข่งหั่นราคา

นายรวีโรจน์ องค์ศิริวัฒนา ประธานกรรมการบริหารบริษัท มีราจ คาร์ออดิโอ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์และผลิตภัณฑ์ความบันเทิงในรถยนต์ครบวงจร เปิดเผยว่า กระแสความนิยมของกล้องติดหน้ารถยนต์ได้รับการตอบรับดี ทำให้รายได้กลุ่มสินค้าเบ็ดเตล็ด อาทิ กล้องติดหน้ารถยนต์ จีพีเอส ระบบกันขโมย มีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 10% ของรายได้บริษัท

“สินค้ากลุ่มนี้แรกเริ่มบริษัทนำมาเป็นสินค้าเสริมเพื่อความครบวงจร แต่จากการตอบรับดีรายได้จึงสำคัญขึ้น บริษัทจะพัฒนาการติดตั้งให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ” นายรวีโรจน์ กล่าว

น.ส.จันทร์นภา สายสมร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และฟิล์มกรองแสงอาคารลามิน่าและฟิล์มกลุ่มพิเศษลูม่าร์ กล่าวว่า บริษัทเห็นด้วยกับรัฐบาล หากมีการสนับสนุนให้กล้องติดหน้ารถยนต์และจีพีเอสเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถยนต์ทุกคันจะต้องมี เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่นิยมและหลายครั้งหลายเหตุการณ์ถูกนำไปเป็นหลักฐานสำคัญประกอบการพิจารณาคดีจนทำให้เรื่องราวต่างๆ คลี่คลายด้วยข้อมูลความเป็นจริงจากกล้องหน้ารถยนต์

“จากกระแสดังกล่าว บริษัทจึงนำสินค้ามืออาชีพในเอเชียแปซิฟิกมาทำตลาด แต่การแข่งตลาดนี้จะรุนแรงสูงจากแข่งลดราคาผ่านการสั่งซื้อออนไลน์และสินค้าจากจีนมีบทบาทมาก” น.ส.จันทร์นภา กล่าว

ทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดกล้องติดหน้ารถยนต์ผ่านช่องทาง อาทิ อี-คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย มาร์เก็ตเพลส พบว่าแข่งตัดราคารุนแรง

 : http://www.posttoday.com

บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #115 เมื่อ: 9 มีนาคม 2017, 20:20:41 »

วิธีดูแลรักษาล้อแม็กรถยนต์ให้เงาวับเหมือนใหม่
นอกจากการดูแลรักษารถยนต์ให้พร้อมใช้งานตลอดเวลาแล้ว การทำความสะอาดรถก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน และนอกจากบอดี้ภายนอก และห้องโดยสารภายในแล้ว การดูแลล้อแม็กรถยนต์ ให้สวยวับ เงางามอยู่เสมอ ก็ควรทำ และไม่ควรมองข้าม
บางคนอาจคิดว่า การดูแลรักษาล้อแม็กรถยนต์ ไม่ค่อยสำคัญ เพราะไม่ค่อยเห็นคราบสกปรกชัดเจนเหมือนที่ติดอยู่กับตัวรถภายนอก คิดว่าแค่เอาน้ำแรงดันสูงฉีดๆ เอาฟองน้ำลูบๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริงเมื่อคุณขับรถใช้งาน คราบสกปรกต่างๆ ก็จะเริ่มเข้ามาติดที่ล้อของคุณทันที ทั้งฝุ่นผงจากถนน ฝุ่นผงผ้าเบรค เศษหิน ดิน โคลน หรือแม้กระทั่งยางมะตอย และคราบน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งคราบพวกนี้จำเป็นต้องจัดการทำความสะอาดให้เด็ดขาด ไม่ใช่แค่ทำลวกๆ
1. คุณไม่ควรล้างล้อแม็กในขณะที่มันยังร้อนอยู่ เพราะน้ำยาล้างรถ หรือฟองสบู่ที่คุณนำไปถูๆ ขัดๆ ไว้จะแห้งเร็ว และมันจะทำให้เกิดเป็นคราบ หรือรอยติดอยู่ที่หน้าล้อ ล้างไปก็ทำให้มีคราบอยู่ดี ดังนั้นควรจะล้างส่วนอื่นก่อน แล้วเก็บล้อแม็กไว้ท้ายสุด ที่สำคัญควรแยกฟองน้ำสำหรับล้างล้อแม็กไว้อีกอันนึงด้วย อย่าใช้ปนกันเด็ดขาด ไม่งั้นพวกเศษหิน หรือเม็ดทรายที่ติดมากับล้อจะทำลายผิวสีรถของคุณจนเป็นรอยได้นั่นเอง
2. รถที่มีคราบติดล้อหนักๆ เช่น ยางมะตอย คราบน้ำมัน ฯลฯ ค่อนข้างที่จะเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว เพราะคราบจำพวกนี้ ล้างออกด้วยวิธีธรรมดาไม่ได้ จำเป็นต้องใช้น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันสน หรือน้ำยาเช็ดคราบสกปรก เทใส่ลงไปบนเศษผ้าแล้วเช็ดตามจุดที่มีรอยเหล่านี้ติดอยู่ จากนั้นใช้แชมพูล้างรถล้างล้อแม็กให้ทั่ว เสร็จแล้วใช้น้ำเปล่าล้างออกให้หมด และใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง
3. ล้อแม็กอัลลอยด์ และล้อแม็กที่มีขอบเงา หากพบเจอร่องรอยสุนัขมาฉี่รดไว้ที่ล้อแม็ก ให้รีบทำความสะอาดด้วยการล้างน้ำ และเช็ดให้แห้งทันที อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะล้อแม็กพวกนี้จะโดนฤทธิ์ในฉี่สุนัขกัดจนเป็นคราบเหลือง รวมไปถึงอาจทำให้เกิดคราบขี้เกลือ (สนิมขาว) จนกระทั่งทำให้ล้ออัลลอยด์หลุดลอกออกมานั่นเอง
สุดท้ายนี้ไม่ควรใช้แปรงที่มีขนหยาบ หรือแข็งกระด้าง เช่น แปรงลวด สก็อตไบร์ท ฝอยขัดหม้อ ฯลฯ ในการทำความสะอาด เพราะมันอาจสร้างรอยให้ล้อแม็กของคุณ นอกจากนี้คุณควรเช็ดล้อแม็กให้แห้งทันที หรือเท่าที่ทำได้ หลังจากล้างรถเสร็จ หรือโดนน้ำมาจากที่อื่น เพื่อไม่ให้คราบสกปรกเกาะติดล้อ และให้ใช้ยาขัดเฉพาะที่ออกแบบมาสำหรับล้อแม็กเท่านั้น โดยเฉพาะล้ออัลลอยด์ที่ต้องดูแลใส่ใจมากเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นมันจะมีคราบติดตัวอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #116 เมื่อ: 11 มีนาคม 2017, 15:44:35 »

คปภ. คลอดคำสั่ง ติดกล้องหน้ารถ ได้ลดเบี้ยประกัน 5-10%

คปภ.สั่ง บ.ประกันภัย ลดค่าเบี้ยประกัน 5-10% ให้รถยนต์ที่ติดตั้งกล้องหน้ารถ หวังให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวัง ช่วยลดอุบัติเหตุ เชื่อยังทำให้การชดเชยสินไหมมีประสิทธิภาพมากขึ้น...

เมื่อวันที่ 10 มี.ค. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งนายทะเบียนให้ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยให้ส่วนลดจากเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ภาคสมัครใจ ร้อยละ 5-10 จากอัตราค่าเบี้ยประกันในปัจจุบัน ในกรณีที่รถยนต์คันดังกล่าวติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด หรือ CCTV ที่ติดตั้งกับรถยนต์ หรือ กล้องติดหน้ารถยนต์ ซึ่งได้มีการหารือกับผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยเรียบร้อยแล้ว ว่าควรใช้มาตรการด้านประกันภัยช่วยจูงใจให้มีการติดตั้งกล้อง CCTV ไว้ในรถยนต์มากขึ้น  เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์มีความระมัดระวัง ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุทางท้องถนนได้

นอกจากนี้ยังมองว่าหากมีกล้อง CCTV จะทำให้มีหลักฐานการเกิดอุบัติเหตุที่ถูกบันทึกได้ และโดยกล้องติดรถยนต์ยังสามารถช่วยให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยมีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และกรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดเป็นอันดับต้นๆของโลก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากการขาดวินัยจราจร และไม่เคารพกฎหมายของผู้ขับขี่ ซึ่งการติดตั้งกล้องจะทำให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวัง และป้องกันภัยที่จะเกิดจากรถยนต์คันอื่นได้ด้วย.
 
ไทยรัฐออนไลน์
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #117 เมื่อ: 16 มีนาคม 2017, 10:40:07 »

ขนส่งดีเดย์ 1 ต.ค. ผู้ขอใบขับขี่ต้องผ่านโรงเรียนสอนขับรถ
กรมขนส่งทางบก กำหนดระเบียบสอบใบขับขี่ใหม่ ตั้งแต่ 1 ต.ค.60 เป็นต้นไป ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องใช้หลักฐานจากโรงเรียนการขนส่ง หรือ โรงเรียนสอนขับรถเป็นหลักฐานประกอบคำขอ
รายงานข่าวแจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ผู้ขอใบอนุญาตขับขี่ ต้องผ่านการอบรม และ ทดสอบตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด จากโรงเรียนการขนส่ง หรือ โรงเรียนสอนขับรถเป็นหลักฐานประกอบคำขอ หลังจากที่ระเบียบใหม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
โดยระเบียบใหม่ได้กำหนดให้ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ให้ยื่นคำขอตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวหรือหนังสือเดินทาง หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางและใบสำคัญถิ่นที่อยู่ หรือเอกสารหลักฐานแสดงที่พักอาศัยในราชอาณาจักร หรือใบอนุญาตทำงาน
พร้อมด้วยภาพถ่าย ใบรับรองแพทย์ และหลักฐานการรับรอง ซึ่งแสดงว่าได้ผ่านการอบรมและทดสอบตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดจากโรงเรียนการขนส่งหรือโรงเรียนสอนขับรถ
M thai
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #118 เมื่อ: 22 มีนาคม 2017, 17:39:31 »


นายไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่จากเดิมเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงานเปลี่ยนเป็นเก็บจากราคาขายปลีกหรือราคาแนะนำ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ใน วันที่ 1 ส.ค. 2560 และอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาขายรถยนต์

"ความชัดเจนในการปรับราคาขึ้นหรือลงจากผลของการเปลี่ยนแปลงการคิดคำนวณราคาใหม่นั้นยังเร็วไปที่จะบอกได้ ซึ่งจะต้องพิจารณาจากอัตราใหม่และการสนับสนุนของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดผล กระทบสำหรับภาระต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงต่อผู้บริโภค" นายเกรเว่ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมในปี 2560 มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นมากกว่าปี 2558 ที่มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 2.3 หมื่นคัน ขณะที่ปี 2559 มียอดขายประมาณ2.1 หมื่นคัน ลดลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยปี 2559 ตลาดรถยนต์พรีเมียมถือได้ว่าอยู่ในภาวะผิดปกติ เนื่องจากเหตุการณ์ความโศกเศร้าในช่วงเดือน ต.ค.ส่งผลให้ตลาดในไตรมาส 4 ของปี 2559 ชะลอตัว จึงเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เล่นในตลาดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และทำกิจกรรมทางการตลาดในปี 2560 ส่งผลให้ตลาดเติบโต ขณะที่บริษัทได้ตั้งเป้าการเติบโตที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ที่จะเติบโตมากกว่าปี 2558 อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวเมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ใหม่ที่ผลิตในประเทศไทยในราคาเริ่มต้นที่ 3.39-3.99 ล้านบาท ปรับลดลงเมื่อเทียบกับรุ่น นำเข้า จากเดิมที่มีราคาอยู่ที่ 3.99-4.79 ล้านบาท โดยบริษัทได้เพิ่มรุ่นที่ราคา เริ่มต้น 3.39 ล้านบาท เพื่อให้ขยายกลุ่มเป้าหมายสู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีการประกอบในประเทศจำนวน 19 รุ่น โดยการผลิตในประเทศส่งผลต่ออัตราภาษีที่ลดลง.... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/auto/news/478689
บันทึกการเข้า
d-credit
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 182

Join Date: พ.ย., 2011


ดูรายละเอียด
« ตอบ #119 เมื่อ: 2 เมษายน 2017, 13:21:13 »

อุตฯ เร่งสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อเสร็จทันปี 62
กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อให้เสร็จทันกำหนด หวังใช้ดึงดูดค่ายรถยนต์ดันไทยเป็นฮับ วิจัย-พัฒนาผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะ
อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงาน คาดว่างานโครงารก่อสร้างระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อ UN R117 จะสามารถดำเนินการได้ในปี 2560 และโครงการทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 ตามกำหนด2
ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ นับเป็นเมกะโปรเจกต์หนึ่งของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการผลิตและการส่งออก ยางล้อ ยานยนต์ และชิ้นส่วน และให้ไทยเป็นศูนย์กลางการทดสอบฯ ของภูมิภาคอาเซียน โครงการนี้จะช่วยยกระดับประเทศ จากการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ (Production Hub) สู่การเป็นฐานการวิจัยและพัฒนายานยนต์และชิ้นส่วน (R&D Hub) ซึ่งจะดึงเม็ดเงินใหม่ๆ เข้าประเทศ เพราะรถ 1 คันมีชิ้นส่วนภายใน 2 – 3 หมืนชิ้น และในอนาคตอะไหล่ชิ้นส่วนรถจะใช้เทคโนโลยีสูง และมีมูลค่าเพิ่มสูง
นอกจากนี้ การลงทุนสร้างศูนย์ทดสอบกลางฯ ให้บริษัทรถยนต์ทุกค่ายมาใช้โดยเก็บค่าบริการ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมยานยนต์ ลักษณะเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ และสเปน ดำเนินการ ซึ่งจะทำให้การลงทุนในไทย มีค่าใช้จ่ายของการตรวจสอบและรับรองต่ำที่สุด และน่าจะเป็นตัวดึงดูดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์มาลงทุนออกแบบวิจัยและพัฒนาฯ ในไทย สอดคล้องกับที่ ครม. ได้มีมติอนุมัติในหลักการ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้กับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เหลือ 17%
สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า คณะผู้บริหารกระทรวงฯ ได้ไปศึกษารูปแบบวิธีการบริหารจัดการของศูนย์ทดสอบยานยนต์ ของแอพพลัส อีเดียด้า ประเทศสเปน เพื่อนำมาปรับใช้กับประเทศไทย รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ สมอ.และสถาบันยานยนต์ ร่วมฝึกอบรมในหลักสูตรการทดสอบยางล้อและการตรวจสอบรับรองผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน UN R117 เป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยได้เยี่ยมชมสนามทดสอบและห้องปฏิบัติการ ที่มีอยู่ในแผนของโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ ของไทย
สำหรับโครงการฯ ระยะที่ 1 จะเป็นส่วนทดสอบยางล้อ UN R117 ประกอบด้วย สนามทดสอบเสียงจากยางล้อ และการยึดเกาะถนนพื้นเปียก ระยะทาง 1.4 กม. รวมทั้งห้องทดสอบความต้านทานการหมุนของล้อ มีกำหนดเสร็จช่วงเดือนก.พ.2561 และโครงการระยะที่ 2 สมอ.อยู่ระหว่างการของบประมาณประจำปี 2561 เพื่อออกแบบรายละเอียดและก่อสร้างรวมอีก 5 สนามย่อย
autospinn

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8] 9 10 ... 12   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง I ประกันภัยรถยนต์ I ประกันรถยนต์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168
แทงบอล LIGAZ I แทงบอล LIGAZ24 I แทงบอล LIGAZ888 I แทงบอลออนไลน์ I คาสิโนออนไลน์

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS