ThaiMARCH.comAOT
18 กรกฎาคม 2019, 16:44:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: 1 [2] 3 4   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: แบตเตอรีรถยนต์ เรื่องยาว ลึก ละเอียด ก่อน DIY  (อ่าน 45884 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ต่าย
Jr. Member
**

คะแนนชื่นชม (Like) -2
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56

Join Date: ธ.ค., 2010


พ่อลูกสอง ชอบท่องเที่ยว :)


ดูรายละเอียด
« ตอบ #15 เมื่อ: 28 มกราคม 2011, 19:39:56 »

บทความดี เนื้อหาสาระเต็มๆ เลยครับ

ไม่ทราบมีอีกไม้ครับ เพราะดูแล้วเหมือนยังไม่จบหนะครับ :)
บันทึกการเข้า

ไอ
Hero Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 9
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 624

Join Date: มิ.ย., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 29 มกราคม 2011, 09:26:09 »

กระทู้ดีๆ มีสาระชอบมากค่ะ

ถ้างั้นรบกวนสอบถามนิดหนึ่งค่ะ

กรณีรถติดเครื่องเสียงเพิ่มแล้วไฟไม่พอ

จึงเพิ่มแบตฯ 120 แอมป์เข้าไปอีก 1 ลูก

ถามว่าจะมีผลเสียอะไรหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า


www.skautothailand.com
จำหน่าย/รับสั่ง/นำเข้า อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์/ล้อแม๊กใหม่หรือมือสอง
style vip  & racing ทุกแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น
รับประมูลสินค้าจาก yahoo japan.com
รับสั่งทำเบาะรถยนต์ทุกยี่ห้อ ราคามิตรภาพ
สนใจโทร.084-925-9696 ไอรินทร์
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #17 เมื่อ: 31 มกราคม 2011, 10:55:49 »

กระทู้ดีๆ มีสาระชอบมากค่ะ

ถ้างั้นรบกวนสอบถามนิดหนึ่งค่ะ

กรณีรถติดเครื่องเสียงเพิ่มแล้วไฟไม่พอ

จึงเพิ่มแบตฯ 120 แอมป์เข้าไปอีก 1 ลูก

ถามว่าจะมีผลเสียอะไรหรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ

ตรงนี้อาจต้องค่อยๆคิดนะครับแยกหลายกรณี

ลักษณะไฟไม่พอที่เครื่องเสียง มีแบบภาคขยายกินไฟมากขึ้น หากแค่ไม่พอขับซับวูฟเฟอร์ เห็นเขาทะยอยเพิ่มย้อนมาหาแหล่งกำลังไฟ เช่น เขาไปเพิ่มประจุไฟก่อนจ่ายให้ Subwoofer โดยเพิ่ม คาปาซิเตอร์ แล้วถึงไปไล่เพิ่มแบตและไล่ ไดชาร์ท

ต่อข้อถามที่ว่าเพิ่มแบต เป็น 120 แอมป์เข้าไปอีก 1 ลูกก็เท่ากับเพิ่มความจุไฟฟ้าเข้าไป เป็นการเพิ่มเวลาการเล่นเครื่องเสียงให้เล่นได้แบบมีพลังเสียงได้นานขึ้นเท่านั้น

เพราะหากไดชาร์ท มีไฟเหลือน้อยอยู่แล้วก็จะเหลือไปใช้เครื่องเสียงไม่พอ และต้องดึงไฟจากแบตมากขึ้นอยู่เท่าเดิมครับ อาจสมมติคำนวนได้ง่ายๆดังนี้
ไดชาร์ท สำหรับการเดินรอบเครื่องปกติ อาจให้กำลังประมาณ 45 แอมป์ต่อชั่วโมง ใช้กะอุปกรณ์รถปกติสัก 35-40 แอมป์(สำหรับเครื่องยนต์ ไฟส่องสว่าง แอร์ เป็นต้น) เหลือมาชาร์ทเข้าในแบตสัก 5-10 แอมป์เป็นบางครั้ง เครื่องเสียงก็ต้องดึงไฟจากแบตล่ะคราวเนี้ย

ผลเสียก็จะทำให้แบตมีโอกาสที่ต้องคายประจุออกเรื่อยๆ ไม่ได้รับการชาร์ทจนเต็มก็จะเกิดการเสื่อมของแผ่นธาตุไวขึ้น
ปัญหานี้จะหนักขึ้นหากท่านใช้รถในตัวเมืองที่มีรถติดแช่นานๆ ในหน้าร้อน และกลางคืน และเปิดเพลงฟังคลายเครียดแบบจัดหนักตลอดเวลา ควรหาวิธีเสริมครับในโพสต์ถัดๆไป เพื่อช่วยให้แบตทุกลูกที่ท่านมีสามารถมีอายุยืนนานขึ้นและคุ้มค่าแก่การใช้งาน
 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 มกราคม 2011, 13:42:21 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
ผู้หมวด ปังญ่า ®
สมาชิก VIP
Extreme Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 158
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2721

Join Date: มี.ค., 2010


ทหารม้า ( นอกคอก )

LT.panya_j@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: 31 มกราคม 2011, 11:12:04 »

ผมขอถามนิดนะครับว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าไดชาร์จหรือแบตเรามีปัญหามันจะมีอาการยังไงหรอครับ
บันทึกการเข้า



ทหารมาร์ช  !!!
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #19 เมื่อ: 31 มกราคม 2011, 11:20:38 »

จากกรณีที่คุณ ไอ ยกประเด็นมาเป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ และได้บอกทิ้งท้ายว่าแผ่นธาตุในแบตเสื่อมไวขึ้น ก็ทำให้แบตอายุสั้นลง ถึงตรงนี้ ถ้าถามว่าแล้วจะทำไงต่อไป

ผมตั้งข้อสมมุติว่าเรายังคงต้องการฟังเพลงเพราะๆเหมือนเดิมล่ะ ก็หลักคิดง่ายๆคือต้องทำให้มีไฟไปชาร์ทแบตให้เต็มอยู่มากๆบ่อยๆครับโดย
1. หากอากาศไม่ร้อนนัก เปิดกระจก แง้มๆ ขับปิดแอร์ครับ ไฟจากไดชาร์ทก็จะเหลือไปชาร์ทแบตมากขึ้น -ตรงนี้ก็จะขาดความสุขในการขับขี่ที่อบอ้าว
2. ให้ขับรถลากเกียร์ต่ำให้มากขึ้น รอบเครื่องจะสูงขึ้นไฟจะเหลือมาเติมแบตมากๆครับ - ข้อเสียก็จะเปลืองน้ำมันต่อกิโลเมตร มากขึ้น
3. ให้หาเครื่องชาร์ตแบต ขนาดเล็กๆ ไว้ประจำบ้านหรือติดรถไว้ สักอัน พอกลับมาจอดดับเครื่องในโรงรถก็เสียบปลั๊กชาร์ตได้เลย พอเช้าแบตเต็ม แบตก็จะดีตลอดพร้อมการใช้งานครับ (ผมเลือกใช้วิธีนี้ครับ -เครื่องชาร์ตของผมเองเป็นแบบพิเศษมีวงจรสลายผลึกเกลือของแบต และระบบหยุดชาร์ทอัตโนมัติเมื่อแบตเต็ม ด้วย ที่ผมลงรูปไว้ในวันที่ 17 ธค 53 ล่ะครับ อยากได้ก็ PM มาได้นะ เดี๋ยวจะหามาให้ใช้)
4. ให้ศูนย์หรือช่างทำการตรวจวัดกำลังไฟที่อุปกรณ์ทั้งหมดติดกะรถ เพื่อทำการคำนวน ขยายขนาดไดชาร์ท ให้เหมาะแก่ความจำเป็นใช้การงานครับ
5. หากขับรถทางไกลยาวๆเกิน 1-2 ชม ขึ้นไปอาจขับไปเรื่อยๆ และลดการใช้ไฟเป็นช่วงๆสักครึ่งชม เช่น พักหู โดยเปิดเครื่องเสียงแบบปรับกำลังขับลำโพงลงบ้างครับหรือปิดเครื่องเสียงบ้าง ก็จะช่วยให้ไฟที่เหลือกลับมาชาร์ทแบตได้พอเต็ม ครับ

เล่ามาถึงตรงนี้ คงต้องหาเวลามาเพิ่มเรื่องเกี่ยวกับ การเกิดเกลือ-ผลึก ตะกั่วซัลเฟต ซะแล้ว ต้นเหตุแห่งการเสื่อมของแบตก่อนวัยอันควร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 มกราคม 2011, 14:16:18 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 31 มกราคม 2011, 11:52:28 »

ผมขอถามนิดนะครับว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าไดชาร์จหรือแบตเรามีปัญหามันจะมีอาการยังไงหรอครับ

อันนี้ต้องตอบแบบให้เช็คได้เองหรือวานให้ร้านแบตวัดค่าให้นะครับ (แบบว่ามีเครื่องมือวัดตามอัตตภาพ)ลองไล่ดูตามนี้

แบบไม่มีเครื่องวัดเลยนะ
1. ยังไม่ติดเครื่องยนต์ แค่บิดกุญแจ ON นะ กดสวิทกระจกไฟฟ้า เลื่อนลง-ขึ้น หากมันอืดมากๆ แตกต่างจากตอนติดเครื่องยนต์
   ผลคือแบตมีสภาพไม่สมบูรณ์ครับ อาจมีประจุไฟไม่เต็ม และ กำลังการจ่ายไฟลดลง(เนื่องจากแผ่นธาตุเริ่มเสื่อม)
2. ยังไม่ติดเครื่องยนต์ แค่บิดกุญแจ ON นะ เปิดสวิทซ์ไฟฟ้าส่องสว่างทั้งสูง-ต่ำ ความสว่างจะมีกำลังลดลงหรือกระเพื่อม หรือหรี่ลงเรื่อยๆ แบบแบตใกล้หมด หรืออยากเห็นผลไวก็ลองเปิดพัดลมแอร์ควบไปด้วย อันนี้ก็ต้องจัดการที่แบต ครับ

แบบมีเครื่องวัดไฟฟ้า Multimeter แบบ digital ยิ่งดี
1. วัดที่ขั้วแบตได้เลยครับ ยังไม่ติดเครื่องยนต์ นะ และวัดตอนเช้าๆจะดีกว่าวัดหลังจากขับมาจอดใหม่ๆ หากได้โวลต์ต่ำกว่า 12.75 โวลต์มากๆ เช่น ไปอยู่แถวไม่ถึง 12 หรือ ต่ำกว่านั้น แบตก็แย่แล้วครับ จวนได้เวลาของมันแล้ว

2. หากวัดตามข้อแรกปกติแต่คล้อยต่ำกว่า 12.75 เล็กน้อย พอสตาร์ทติดแล้วปล่อยให้รอบเดินเบากลับมาเดินปกติ (เครื่องยนต์ทำงานไปสัก 2-3 นาที) แล้ววัดที่ขั้วแบตครับหากโวลต์ได้ ไม่อยู่ในช่วง 13.5 - 14.5 โวลต์นะให้สงสัยว่าไดชาร์ทเริ่มจะต้องตรวจสภาพด้วยแล้วครับ คือถ้าต่ำเกินไปก็ไม่พอใช้งาน หากสูงเกินไปก็เกิดผลร้ายต่อแบตและอุปกรณ์ในรถยนต์-แบบว่าฟิวส์ตัวนั้นนี้ขาดบ่อยๆไงครับ

นี่แค่เบื้องต้นนะครับ ยังมีอุปกรณ์เพิ่มอีกนิดไว้ว่างๆจะมาเสริมให้อีก ครับ อีกอย่างก็ดูเรื่องเครื่องวัด ถพ น้ำกรดในลูกแบตด้วย ผมน่าจะเขียนไปแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 มกราคม 2011, 13:27:05 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
chillee ®
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 421

Join Date: ต.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #21 เมื่อ: 31 มกราคม 2011, 18:50:59 »

อันนี้ต้องตอบแบบให้เช็คได้เองหรือวานให้ร้านแบตวัดค่าให้นะครับ (แบบว่ามีเครื่องมือวัดตามอัตตภาพ)ลองไล่ดูตามนี้

แบบไม่มีเครื่องวัดเลยนะ
1. ยังไม่ติดเครื่องยนต์ แค่บิดกุญแจ ON นะ กดสวิทกระจกไฟฟ้า เลื่อนลง-ขึ้น หากมันอืดมากๆ แตกต่างจากตอนติดเครื่องยนต์
   ผลคือแบตมีสภาพไม่สมบูรณ์ครับ อาจมีประจุไฟไม่เต็ม และ กำลังการจ่ายไฟลดลง(เนื่องจากแผ่นธาตุเริ่มเสื่อม)
2. ยังไม่ติดเครื่องยนต์ แค่บิดกุญแจ ON นะ เปิดสวิทซ์ไฟฟ้าส่องสว่างทั้งสูง-ต่ำ ความสว่างจะมีกำลังลดลงหรือกระเพื่อม หรือหรี่ลงเรื่อยๆ แบบแบตใกล้หมด หรืออยากเห็นผลไวก็ลองเปิดพัดลมแอร์ควบไปด้วย อันนี้ก็ต้องจัดการที่แบต ครับ

แบบมีเครื่องวัดไฟฟ้า Multimeter แบบ digital ยิ่งดี
1. วัดที่ขั้วแบตได้เลยครับ ยังไม่ติดเครื่องยนต์ นะ และวัดตอนเช้าๆจะดีกว่าวัดหลังจากขับมาจอดใหม่ๆ หากได้โวลต์ต่ำกว่า 12.75 โวลต์มากๆ เช่น ไปอยู่แถวไม่ถึง 12 หรือ ต่ำกว่านั้น แบตก็แย่แล้วครับ จวนได้เวลาของมันแล้ว

2. หากวัดตามข้อแรกปกติแต่คล้อยต่ำกว่า 12.75 เล็กน้อย พอสตาร์ทติดแล้วปล่อยให้รอบเดินเบากลับมาเดินปกติ (เครื่องยนต์ทำงานไปสัก 2-3 นาที) แล้ววัดที่ขั้วแบตครับหากโวลต์ได้ ไม่อยู่ในช่วง 13.5 - 14.5 โวลต์นะให้สงสัยว่าไดชาร์ทเริ่มจะต้องตรวจสภาพด้วยแล้วครับ คือถ้าต่ำเกินไปก็ไม่พอใช้งาน หากสูงเกินไปก็เกิดผลร้ายต่อแบตและอุปกรณ์ในรถยนต์-แบบว่าฟิวส์ตัวนั้นนี้ขาดบ่อยๆไงครับ

นี่แค่เบื้องต้นนะครับ ยังมีอุปกรณ์เพิ่มอีกนิดไว้ว่างๆจะมาเสริมให้อีก ครับ อีกอย่างก็ดูเรื่องเครื่องวัด ถพ น้ำกรดในลูกแบตด้วย ผมน่าจะเขียนไปแล้ว


ได้จังหวะ ถามต่อจากคำอธิบายนี้เลยนะครับ
จากที่ลองวัดแรงดันแบตของรถดูแล้ว ตอนเช้าๆ จะได้อยู่ 12.3-12.4  ราวๆนี้
และเมื่อสตาร์ทรถแรงดันจะขึ้นไปเป็น 12.8-12.9 ครับ (ตอนที่วอร์มเครื่องเรียบร้อยแล้ว รอบประมาณ 8-900 รอบ) 
และเมื่อเปิดแอร์ แรงดันจะตกไปแว๊ป นึงก่อนจะดีดขึ้นมาที่ 13.1-13.2 ครับ ซึ่งก็เป็นตามรอบเครื่องที่เพิ่มขึ้น (1000-1100)

ส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจครับ เพราะรถอีกคัน(รถเก่า) หลังจากสตาร์ทแรงดันแบตจะขึ้นไปที่ 13.5-13.8 ซึ่งค่อนข้างต่างกับมาร์ช

อาการนี้จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับไดชาร์จหรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
ไอ
Hero Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 9
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 624

Join Date: มิ.ย., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 07:18:19 »

ตรงนี้อาจต้องค่อยๆคิดนะครับแยกหลายกรณี

ลักษณะไฟไม่พอที่เครื่องเสียง มีแบบภาคขยายกินไฟมากขึ้น หากแค่ไม่พอขับซับวูฟเฟอร์ เห็นเขาทะยอยเพิ่มย้อนมาหาแหล่งกำลังไฟ เช่น เขาไปเพิ่มประจุไฟก่อนจ่ายให้ Subwoofer โดยเพิ่ม คาปาซิเตอร์ แล้วถึงไปไล่เพิ่มแบตและไล่ ไดชาร์ท

ต่อข้อถามที่ว่าเพิ่มแบต เป็น 120 แอมป์เข้าไปอีก 1 ลูกก็เท่ากับเพิ่มความจุไฟฟ้าเข้าไป เป็นการเพิ่มเวลาการเล่นเครื่องเสียงให้เล่นได้แบบมีพลังเสียงได้นานขึ้นเท่านั้น

เพราะหากไดชาร์ท มีไฟเหลือน้อยอยู่แล้วก็จะเหลือไปใช้เครื่องเสียงไม่พอ และต้องดึงไฟจากแบตมากขึ้นอยู่เท่าเดิมครับ อาจสมมติคำนวนได้ง่ายๆดังนี้
ไดชาร์ท สำหรับการเดินรอบเครื่องปกติ อาจให้กำลังประมาณ 45 แอมป์ต่อชั่วโมง ใช้กะอุปกรณ์รถปกติสัก 35-40 แอมป์(สำหรับเครื่องยนต์ ไฟส่องสว่าง แอร์ เป็นต้น) เหลือมาชาร์ทเข้าในแบตสัก 5-10 แอมป์เป็นบางครั้ง เครื่องเสียงก็ต้องดึงไฟจากแบตล่ะคราวเนี้ย

ผลเสียก็จะทำให้แบตมีโอกาสที่ต้องคายประจุออกเรื่อยๆ ไม่ได้รับการชาร์ทจนเต็มก็จะเกิดการเสื่อมของแผ่นธาตุไวขึ้น
ปัญหานี้จะหนักขึ้นหากท่านใช้รถในตัวเมืองที่มีรถติดแช่นานๆ ในหน้าร้อน และกลางคืน และเปิดเพลงฟังคลายเครียดแบบจัดหนักตลอดเวลา ควรหาวิธีเสริมครับในโพสต์ถัดๆไป เพื่อช่วยให้แบตทุกลูกที่ท่านมีสามารถมีอายุยืนนานขึ้นและคุ้มค่าแก่การใช้งาน
 

ขอบคุณค่ะ เครื่องชาร์ตที่ว่าราคาเท่าไรค่ะ pmราคาและรูปมาให้ด้วยค่ะ
บันทึกการเข้า


www.skautothailand.com
จำหน่าย/รับสั่ง/นำเข้า อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์/ล้อแม๊กใหม่หรือมือสอง
style vip  & racing ทุกแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น
รับประมูลสินค้าจาก yahoo japan.com
รับสั่งทำเบาะรถยนต์ทุกยี่ห้อ ราคามิตรภาพ
สนใจโทร.084-925-9696 ไอรินทร์
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #23 เมื่อ: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 12:43:10 »

ได้จังหวะ ถามต่อจากคำอธิบายนี้เลยนะครับ
จากที่ลองวัดแรงดันแบตของรถดูแล้ว ตอนเช้าๆ จะได้อยู่ 12.3-12.4  ราวๆนี้
และเมื่อสตาร์ทรถแรงดันจะขึ้นไปเป็น 12.8-12.9 ครับ (ตอนที่วอร์มเครื่องเรียบร้อยแล้ว รอบประมาณ 8-900 รอบ)  
และเมื่อเปิดแอร์ แรงดันจะตกไปแว๊ป นึงก่อนจะดีดขึ้นมาที่ 13.1-13.2 ครับ ซึ่งก็เป็นตามรอบเครื่องที่เพิ่มขึ้น (1000-1100)

ส่วนตัวค่อนข้างแปลกใจครับ เพราะรถอีกคัน(รถเก่า) หลังจากสตาร์ทแรงดันแบตจะขึ้นไปที่ 13.5-13.8 ซึ่งค่อนข้างต่างกับมาร์ช

อาการนี้จะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับไดชาร์จหรือเปล่าครับ
ตามข้อมูลที่แจ้งมานั้น ชี้ว่าแบตเตอรีลูกที่ใช้กะมาร์ช มีสภาพประจุไฟไม่เต็ม และ/หรือ มีผลึกเกลือซัลเฟตพอกที่แผ่นธาตุตะกั่วแล้วครับ เพราะวัดแล้วมีโวลต์แค่ 12.3-12.4 เดาว่า ถพ ของกรดน่าจะเหลือประมาณ 1.2 เท่านั้น ประเมินว่าแบตลูกนี้คงใช้ได้อีกไม่เกิน 6 เดือนครับ ควรรีบหาวิธีสลายผลึกเกลือซัลเฟตโดยด่วน ตาม 5 ข้อข้างบนก่อนครับ ทำบ่อยๆ

ส่วนไดชาร์ทยังน่าจะใช้งานได้ครับ แต่ไดชาร์ทของมาร์ชผมมีความเห็นว่ามันให้ไฟน้อยไปหน่อย(แอมป์ต่ำไปนิดหนึ่งเมื่อคนไทยใช้ในที่ต้องเปิดแอร์และรถติดนานๆ) หากใช้รถขับสั้นๆ หรือรอบต่ำบ่อยๆและเปิดอุปกรณ์ใช้ไฟเยอะๆ ไดชาร์ทนี้จะไม่ค่อยมีโอกาสชาร์ทไฟให้แบตเต็มครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 12:45:47 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #24 เมื่อ: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 19:38:49 »

ตอนสำคัญแล้วครับ หากตอนนี้เข้าใจกันแล้วถัดไปก็จะ DIY กันแล้ว.........เชิญตักตวง

การเกิดซัลเฟชั่น (Sulfation) หรือการเกิดเกลือซัลเฟตในแบตเตอรี

การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ส่วนมาก มีสาเหตุมาจากการเกิดซัลเฟชั่น Sulfation
เมื่อใช้งานแบตเตอรี่ไปได้ระยะหนึ่ง
ปริมาณตะกั่วซัลเฟตจะสะสมที่แผ่นธาตุมากขึ้น
ซึ่งตะกั่วซัลเฟตนี้มีลักษณะที่เป็นฉนวน จะเกิดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
และเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Sulfation” กล่าวคือ
ตะกั่วซัลเฟตบนแผ่นธาตุจะรวมตัวกันเป็นผลึกที่มีขนาดใหญ่
โดยทั่วไปจะเรียกผลึกของตะกั่วซัลเฟตนี้ว่า “Hard sulfate”
ซึ่ง Hard sulfate นี้อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นตะกั่วและกรดซัลฟูริกได้อีก
ทำให้แบตเตอรี่มีความจุ (แอมแปร์-ชั่วโมง) ลดลง และจ่ายกระแสได้ปริมาณ (แอมแปร์) ลดลง
 
คราวนี้มาดูรูปครับ
รูปผลึกตะกั่วซัลเฟต
 

รูปข้างบนคือตะกั่วซัลเฟตก่อตัวบนแผ่นธาตุ
ระหว่าง การคายประจุไฟฟ้า

 

รูปข้างบนคือ
ต่อมาตะกั่วซัลเฟตที่ก่อตัวบนแผ่นธาตุจะกลับไปเป็น
ตะกั่วและตะกั่วออกไซด์เมื่อมีการ ชาร์จแบตเตอรี่ ลักษณะนี้จะเกิดวนเวียนในแบตเตอรีทุกวัน

ในอุดมคติหรือทางทฤษฎี
ตะกั่วซัลเฟตจะมีขนาดเล็กและสามารถละลายได้หมด
ทำให้ไม่มีตะกั่วซัลเฟตหลงเหลือตกค้างอยู่ เมื่อแบตเตอรีได้รับการชาร์ทจนเต็ม
 

รูปข้างบนคือ
ความเป็นจริงผลึกตะกั่วซัลเฟตเหล่านี้เมื่อรถจอดนึ่งผลึกนี้จะพอกตัวเป็นผลึกจนอาจจะมีขนาดใหญ่
และรวมตัวเป็นชั้นหุ้มแผ่นธาตุ
นี่เป็นเหตุให้แบตเสื่อมไวขึ้นเมื่อจอดรถไว้นานๆ

ทำให้หน้าสัมผัสระหว่างแผ่นธาตุ
กับสารละลายอิเล็กโตรไลต์มีพื้นที่ลดลง
 

รูปข้างบนคือด้วยเหตุนี้ความจุของแบตเตอรี่จะลดลงหลังการใช้งานระยะหนึ่ง
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในสภาวะที่ไม่สามารถประจุไฟได้เต็ม 100 % ตลอดเวลา
เช่นการใช้รถยนต์ในเมือง, ตอนกลางคืน, ช่วงเวลาฝนตก
และการติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมต่างๆเช่นเครื่องเสียง, เครื่องเล่น DVD ฯลฯซึ่งเป็นกระบวนการคายประจุไฟฟ้า

จะยิ่งทำให้มีการเกิดผลึกตะกั่วซัลเฟตขนาดใหญ่มากขึ้น
ความจุของแบตเตอรี่จะลดลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อความจุของแบตเตอรี่ลดลง
ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องอื่นๆ
ตามมามากมาย

และเมื่อไม่สามารถเก็บพลังงานและจ่ายกระแสไฟฟ้าได้
เต็มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่
ทำให้ ระบบประจุไฟฟ้า ต้องทำงานหนักขึ้น(หมายถึง ไดชาร์จ)
ซึ่งสำหรับรถยนต์ก็คือการเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้า
อาจเป็นต้นเหตุหนึ่งของการ สิ้นเปลืองน้ำมัน โดยเปล่าประโยชน์

 

แผ่นธาตุของแบตเตอรี่ใหม่
 
 



สองรูปข้างบนคือแผ่นธาตุของแบตเตอรี่ที่เพิ่งใช้งานใหม่ๆและภาพขยายโดยกล้อง microscope

 

แผ่นธาตุของแบตเตอรี่ที่มีผลึกตะกั่วซัลเฟตเกาะอยู่
 
 



สองรูปข้างบนคือแผ่นธาตุของแบตเตอรี่ที่มีผลึกตะกั่วซัลเฟตเกาะอยู่และภาพขยายโดยกล้อง microscope

ท้ายสุดนี้ผมจึงค้นหาวิธีที่จะทำให้มั่นใจว่าแบตเตอรีมีการชาร์จไฟเต็ม และขณะชาร์จจะต้องทำการสลายผลึกเกลือตัวนี้ให้ได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า "DESULFATION"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 19:52:19 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
godzira®
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 452

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2011, 10:06:37 »

รบกวนถามครับ พอดีผมเล่นพวก R/C แล้วมีเครื่องชาร์ตแบตแบบดิจิตอลชาร์ตได้สูงสุด 5 แอมป์ พอจะเอามาชาร์ตแบตรถได้หรือเปล่าครับ
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #26 เมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2011, 10:49:17 »

รบกวนถามครับ พอดีผมเล่นพวก R/C แล้วมีเครื่องชาร์ตแบตแบบดิจิตอลชาร์ตได้สูงสุด 5 แอมป์ พอจะเอามาชาร์ตแบตรถได้หรือเปล่าครับ
ดูแล้วเขาออกแบบมาสำหรับชาร์ทเร็วกับเครื่องเล่นที่เป็นแบตเล็กครับ แต่เขาบอกว่าใช้โวลต์กะใช้กะแบตตะกั่วด้วยหากลองใช้แบตรถยนต์ด้วย อัตรา 5 Amp นั้น หากจะลองดูถ้าตัว charger ร้อนนานๆ เกรงว่าเครื่องชาร์ทจะพังซะก่อน ครับ

แต่หัวใจสำคัญของการชาร์ทแบตรถยนต์นั้นมีใหญ่ๆ 2 ประการคือ ใช้กระแสประมาณ 10%ของความจุแบต และ ที่สำคัญควรมีการสลายผลึกเกลือซัลเฟตด้วย ครับ
บันทึกการเข้า
godzira®
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 30
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 452

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2011, 11:14:30 »

ชอบคุณครับ งั้นรอ DIY เครื่องสลายซัลเฟตดีกว่าครับ
อ้อ..อีกนิดครับแล้วพวกตัวเก็บประจุที่มาต่อครอมแบตพวก Volt Stabilizer มันจะช่วยเรื่องไฟในแบตมันตกได้มั้ยครับ
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #28 เมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2011, 13:08:33 »

ชอบคุณครับ งั้นรอ DIY เครื่องสลายซัลเฟตดีกว่าครับ
อ้อ..อีกนิดครับแล้วพวกตัวเก็บประจุที่มาต่อครอมแบตพวก Volt Stabilizer มันจะช่วยเรื่องไฟในแบตมันตกได้มั้ยครับ

ครับกำลังเร่งเรียบเรียงเรื่อง DIY เครื่องสลายซัลเฟต อยู่ครับ......เร็วๆนี้......coming soon

Volt Stabilizer ที่เห็นส่วนใหญ่ติดคร่อมกะแบตเตอรีเท่านั้น คงทำหน้าที่ เสมือนวาวล์ควบคุมแรงดันน้ำให้ไหลออกจากแบตคงที่ ครับช่วยให้ไฟฟ้าที่จะปล่อยออกจากแบตตอนเครื่องยนต์ไม่ได้ทำงานมีแรงเคลื่อนสม่ำเสมอคงที่ครับ ..........กรณีนี้หมายถึงกำลังของแบตต้องดีสมบูรณ์ตอนใช้ไฟเต็มก่อนนะครับ  ..............ถ้าแบตไฟอ่อนไม่มีแรงดันหรือเสื่อม และความจุที่จะสร้างกระแสมีน้อยไป ตัว Volt Stabilizer จะกลายตัวเป็นทำนบกั้นน้ำให้ไหลออกจากแบตไม่สะดวก น่ะครับ

แต่ขณะเครื่องยนต์ทำงาน กระแสไฟ และแรงเคลื่อนที่ออกจาก ไดชาร์ท มันกระจายไปทุกส่วนของรถด้วยพร้อมๆกันไม่ได้ไหลผ่านมาที่แบตก่อนนะครับ (วงจรของไดชาร์ท ต่อแบบขนานกับแบตเตอรี มิได้ต่อแบบอนุกรม) ตรงนี้แหละครับที่ Volt Stabilizer มีได้ทำหน้าที่ของมันเลย เพราะโวลต์จะขึ้นลงตามรอบเครื่องยนต์อยู่ดีครับ

ผมเสนอว่าหากเราต้องการหรือจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าที่นิ่งๆและสม่ำเสมอในอุปกรณ์ใดก็ใช้ Volt Stabilizer ตรงนั้นดีกว่า (จริงๆอุปกรณ์ที่ออกแบบมาใช้กะรถยนต์ก็จะมีวงจรคุมแรงดันไฟมาด้วยอยู่แล้วครับ)....................กรณีนี้ผมเคย DIY ทำ computer ติดรถยนต์โดยใช้ไฟฟ้าตรงจากรถยนต์มาเองแล้ว เรียกกันว่า CarPC ทุกวันนี้ตัวต้นแบบก็ยังใช้งานอยู่ดีครับ รับไฟแกว่ง 6-35 volts ให้ออกนิ่งๆที่ 12 DC ได้เลยครับ
บันทึกการเข้า
ผู้หมวด ปังญ่า ®
สมาชิก VIP
Extreme Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 158
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2721

Join Date: มี.ค., 2010


ทหารม้า ( นอกคอก )

LT.panya_j@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: 2 กุมภาพันธ์ 2011, 13:12:23 »

ช่วยดูให้ทีครับพี่ ขอบคุณครับ

http://www.thaimarch.com/index.php?topic=16620.msg371151;topicseen#msg371151
บันทึกการเข้า



ทหารมาร์ช  !!!
หน้า: 1 [2] 3 4   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง I ประกันภัยรถยนต์ I ประกันรถยนต์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS