ThaiMARCH.comAOT
20 กรกฎาคม 2019, 04:27:18 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
NV YANGYONT
ข่าว: ขอเชิญสมัครสมาชิกก่อน จึงจะมองเห็นบอร์ดทั้งหมดครับ
การค้นหาขั้นสูง
PP Maga Auto
Leo Oil
หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: แบตเตอรีรถยนต์ เรื่องยาว ลึก ละเอียด ก่อน DIY  (อ่าน 45887 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 08:08:56 »

ภาคแรก พื้นความรู้

ผมจะเน้นที่หัวข้อนี้ในด้านวิชาความรู้กันก่อน ซึ่งแลกเปลี่ยนซักถาม หรือซักค้านกันได้แต่ควรแสดงที่อ้างอิงหรือข้อมูลทางวิชาการประกอบเหตุผล หลักฐาน ที่มีน้ำหนักนะครับ

ส่วนจะเข้าเรื่อง DIY เมื่อใด พอความรู้เริ่มสุกงอมแล้ว ก็จะเข้าสู่ ภาคสอง คือ ลงมือทำ (วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบทดลอง-วิเคราะห์ปรับปรุง)........

เริ่มด้วยการดูรูปก่อน และตั้งคำถามกันได้

ระหว่างการโพสต์ผมจะเพิ่มเติมและปรับปรุงคำบรรยาย ประกอบ (ซึ่งรวมถึงขอคิดเห็นของท่านอื่นที่ผมเห็นด้วย ว่าเป็นเหตุผลทางวิชาการ ที่จะนำมาปรับปรุง) จะกระทำให้อยู่กำกับกะรูปนี้ ไปเรื่อยๆครับ จึงต้องหมั่นวนกลับมาดู post แรกๆให้สังเกต วันเวลา update นะครับ

(เพื่อไม่ให้ post แรกๆถูกอ่านข้ามไปแล้วไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์  ท่านผู้ใดสนใจและทำการอ้างถึงหรือคัดลอกไว้ก็ต้องหมั่นกลับมาดูด้วยนะ)
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 08:12:07 »


รูปด้านบน เป็นแบตเตอรี ครับ สังเกตว่าเขาเขียน MF ย่อมาจาก maintenance free (ไม่ต้องดูแล?) บางคนเรียก แบต......... แล้ว มันต่างแบตเตอรีเติมน้ำกลั่นไหม  แล้วแบตแห้งล่ะ
ตอบแบบย่อๆ แบตตะกั่วเติมน้ำกลั่นก็มีช่อง+ฝาให้เปิดตรวจเติมน้ำกลั่นได้เพราะเขาออกแบบสร้างมาถูกๆ ก็ร้อนไวและน้ำในสารละลายกรดจะระเหยได้    แบต MF จะมีฝาเปิดปิดเพื่อให้ร้านค้าเติมน้ำกรดลงไปได้แต่แทบจะไม่มีช่องให้ก๊าซ หรือไอน้ำออกมาได้ แผ่นธาตุจึงต้องทนร้อนได้ดีขึ้นหน่อย และ สุดท้าย แบตแห้ง จะไม่มีฝาเลยคนก็เข้าใจว่าไม่ต้องเติมอะไรเลย คงไม่มีการต้องมาเติมน้ำกรดน้ำกลั่น หรือว่ามันไม่มี คำตอบมีเหมือนกันครับแต่เขาเติมมาจากโรงงานผลิตแล้ว ส่วนทำอย่างไรอย่าถามผมนะ แต่เพื่ออะไร ผมจะเดาให้ทราบว่า ก็ไม่อยากให้มันไหลออกมาด้านนอกและไม่อยากให้คนไปเอาอะไรแปลกๆเกินๆเข้าไป กระมัง


รูปด้านบนผ่าให้เห็นส่วนประกอบภายใน
Case = เสื้อหุ้มแบต, Separators = แผ่นกั้นแยกเซลล์ย่อย, Plates = แผ่นธาตุตะกั่ว, Cell Partitions = แผงกั้นแยกเซลล์ให้เป็นช่อง, Cells = เซลล์แบตแต่ละเซลล์ในแต่ละช่อง, Cell Connectors = สะพานเชื่อมต่อแต่ละเซลล์ในช่องย่อย, Cover = ฝาปิดมักเชื่อมปิดสนิท, Vent Caps = ฝาจุกสำหรับให้แรงดันอากาศถ่ายเท รวมทั้งจุกปิดแต่ละเซลล์ไว้ตรวจเติมน้ำกลั่น, Terminal Posts = ขั้วแบตเตอรี่ มี บวก(ต่อสายไฟสีแดง)/ลบ(ต่อสายไฟสีดำ) และ  Electrolyte = สารละลายนำไฟฟ้าและทำปฏิกริยา ในที่นี้คือ กรดซัลฟูริก มีถพ. ที่เหมาะใช้งาน 1.25 - 1.30


รูปด้านบนเป็น ปฏิกริยา electrolysis ในรูปแบบเคมีไฟฟ้าของแบตเตอรี ดูแล้วคงต้องอธิบายให้ง่ายๆดังนี้นะ
ตอนแบตถูกประจุไฟเต็ม ที่ขั้วบวกแผ่นธาตุจะกลายสภาพเป็นตะกั่วออกไซด์ PbO ส่วนที่ขั้วลบแผ่นธาตุจะยังคงเป็นตะกั่วล้วนๆ และสารละลายกรดซัลฟูริก มีความเข้มข้นเต็มๆค่าความถ่วงจำเพาะมีระหว่าง1.25-1.30 ครับ
พอมีการจ่ายไฟ ที่ขั้วลบแผ่นธาตุตะกั่วล้วนๆรวมตัวกะซัลเฟตในสารละลายกรดกลายเป็น เกลือตะกั่วซัลเฟต พร้อมกับการคายประจุไฟฟ้าลบออกมาผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า
 ส่วนขั้วบวกแผ่นธาตุในสภาพตะกั่วออกไซด์ PbO รวมตัวกะซัลเฟตในสารละลายกรดและรับไฮโดรเจนอะตอมพร้อมประจุไฟฟ้าที่ไหลกลับจากอุปกรณ์ กลายเป็นเกลือตะกั่วซัลเฟตและน้ำ ทำให้สารละลายกรดซัลฟูริก มีกรดลดลงแต่น้ำมากขึ้น จึงมีความเข้มข้นลดลง ค่าความถ่วงจำเพาะลดลงจาก 1.25 ไปหา1.20 ครับ

ที่สภาวะหมดไฟ ทั้งขั้วบวกและลบ ตามแผ่นธาตุก็จะมีเกลือตะกั่วซัลเฟตเกาะฝังอยู่ และถพ สารละลายกรดในแบตจะเจือจางลงเหลือ 1.2


รูปด้านบน เป็นสักษณะการอยู่ของวัตถุเคมีในแบตเตอรี Pb = ตะกั่ว กับ SO4 = ซัลเฟต กำลังจะเกาะกัน ขณะที่กำลังมีการจ่ายไฟฟ้าไปใช้งาน ทั้งขั้ว บวกและลบ 1 &2


รูปด้านบน เป็นรูปถ่ายจากกล้อง microscope ขยายให้เห็นผลึกอะไรสักอย่างและแผ่นธาตุ ครับ (มันคือ เจ้าตัวร้ายมีชื่อว่า ตะกั่วซัลเฟต และ มันเกิดได้อย่างไร ใครวางยา)
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 08:16:49 »

ท่อนต่อไปนี้จะเริ่มเป็น สาเลอะ(เทอะ) แล้วล่ะ หมายถึงจะเริ่ม สะเปะ สะปะ โยกไปโยนมา น่าเบื่อ น่าลุ้น น่านอน

ทำไมน้องแบตบางรายไปก่อนทั้งๆที่อายุไม่ถึงปี      บางท่านก็บอกว่าเนี่ย 2 ปีกว่าแล้ว   บางท่านก็บอกตั้งแต่ออกรถมาจำไม่ได้กี่ปีแล้วยังไม่เคยเปลี่ยนแบต...........ว่าไปโน่น (Go So Far)   ได้ยินมานานแล้ว คลับโน้นนี้อธิบายไม่โดนสักคน  จนต้องไปค้นคว้ามา แบบคนไม่รู้จริง  เพราะไม่รู้จริงๆจึงไปลอกๆเขามาเรียงใหม่และคิดว่า "คิดเอาไว้ว่า .ใช่ ต้อง ใช่ แน่ๆ  ไม่ยอมให้ใครมาแก้...".(นักร้องเด็ก แร็บเตอร์ เกือบ20ปีก่อน เคยร้องไว้ ) ดังนี้

ใช้และเก็บแบตอย่างถูกวิธี
-แบตเตอรี่ ตะกั่วกรดจะไม่มีการจำว่า ก่อนชาร์จ แบตเตอรี่ มีประจุเหลืออยู่เท่าไรหรือเมมอรี่เอฟเฟค (Memory Effect) ต่างจากแบตเตอรี่ แบบนิกเกิลแคดเมี่ยม
-ถ้า แบตเตอรี่ มีประจุเต็มอยู่แล้วการนำไปชาร์จโดยการให้กระแสต่ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แบตเตอรี่ จะไม่เสียง่าย
-มันไม่ชอบการคายประจุที่ลึกมาก ๆ (ใช้จนหมดแบต)โดยเฉพาะการคายประจุจนหมด(ต่างกันกะแบตมือถือนิเกิลแคดเมียมที่ชอบคายหมดกินอิ่ม) ทุกครั้งที่เราดิสชาร์จมันลึกมาก ๆ จะทำให้ความสามารถในการเก็บประจุของมันลดลง ส่งผลให้อายุการใช้งานสั้นลง กรณีนี้ก็เกิดได้ที่รถยนต์เช่น ไดชาร์จเริ่มเสื่อมจ่ายไฟมาแบตไม่พอและใช้มากเกิน หรือจอดรถดับเครื่องดูหนังฟังเพลงบ่อยๆ เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้งานจน แบตเตอรี่ ประจุหมดบ่อย ๆ ควรป้องกันการคายประจุที่ลึกมากเกินไป โดยเลือกใช้ แบตเตอรี่ ที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นความจุสูงขึ้น(แอมป์ชั่วโมงมากขึ้น) เพื่อไม่ให้ แบตเตอรี่ คายประจุลึกมากนัก  หรือไม่ก็หาเครื่องชาร์ตไฟแบตเล็กๆมาสักตัวแบบถูกๆหน่อย เบาๆกระเป๋า  (เดี๋ยวเจอกันห้องซื้อขาย)   เห็นไหมเริ่ม ออกนอกประเด็นกระทู้แล้ว

อันนี้ใครตาลายง่ายๆ ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ ให้ไปดูรูปผลึกสีฟ้าข้างบนก็เข้าใจได้
การทิ้ง แบตเตอรี่ ตะกั่วกรดไว้เฉย ๆ เป็นเวลานาน แบตเตอรี่ จะคายประจุออกไปเรื่อย ๆ ด้วยตัวมันเอง (Self Discharge)
ถ้าไม่ชาร์จเพื่อเติมประจุให้กับ แบตเตอรี่ ผลึกของตะกั่วซัลเฟตที่เกิดขึ้นที่แผ่นธาตุลบจะรวมตัวกันแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้น
ผลึกที่มีขนาดใหญ่นี้จะไปขัดขวางการไหลของกระแสทำให้กระแสไหลได้น้อยลง
ส่งผลให้ แบตเตอรี่ จ่ายกระแสให้กับโหลดได้น้อยลง
นอกจากนี้ผลึกที่มีขนาดใหญ่จะมีเหลี่ยมหรือมุมที่คมและแหลม
ในกรณีที่ร้ายแรงอาจจะทิ่มจนแผ่นธาตุทะลุได้
ทำให้ แบตเตอรี่ เกิดการลัดวงจรขึ้นภายในเราจะเรียกปรากฎที่เกิดผลึกขนาดใหญ่ของตะกั่วซัลเฟตนี้ว่าการเกิดซัลเฟชั่น (Sulphation or Sulfation นั่นเอง)

ไม่ใช้รถนานๆ ไม่ควรคาแบตไว้ในรถ ให้ดีปลดขั้วลบออก แล้ว ชาร์ทเดือนละครั้งให้เต็ม
การเกิดซัลเฟชั่นจะยิ่งง่ายขึ้นถ้าทิ้ง แบตเตอรี่ ไว้โดยที่มันมีประจุเหลืออยู่น้อยหรือไม่เหลืออยู่เลย
ดังนั้นจึงควรเก็บแบตฯ ไว้โดยการชาร์จให้ประจุเต็มอยู่เสมอ
โดยอาจจะชาร์จเติมประจุโดยใช้กระแสต่ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกว่าทริกเกิลชาร์จ หรือโฟลทชาร์จ
ซึ่งการชาร์จแบบนี้มักจะพบในระบบสำรองไฟฟ้าหรือระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉิน (แบบ ยูพีเอส สำหรับ คอมพิวเตอร์)

ชาร์ทแบบเร็ว กะแบบช้าอะไรดีกว่ากัน / คำว่า"ช้าๆได้พร้าเล่มงามไง"
ไปชาร์ทตามร้านขายแบต หรือ dilivery แบบส่งเช้าเที่ยงไปเอาน้ำกรดแตกฝอยกระเด็นล้นออกมา นั่นแหละพังไว (จะได้ไปถอยลูกใหม่ไวๆด้วย)
การชาร์จแบตฯ ตะกั่วกรดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8-16 ชั่วโมงแต่ต้องไม่ชาร์ทเข้าไปอีกถ้าประจุไฟเต็มแล้ว (ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตฯ) หรือชาร์ทด้วยอัตราสูงกว่า 10% ความจุของแบตสักนิดหน่อย เช่น แบต50แอมป์ชั่วโมง ก็ต้องชาร์ทสัก 4-5 แอมป์ต่อชั่วโมง
โดยแบตฯ แบบแห้งจะชาร์จได้ช้ากว่าแบบเปียก เพราะจะต้องลดอัตราการชาร์จลงเพื่อไม่ให้เกิดแก๊สขึ้นภายในเซลส์มากเกินไป การสะสมของแก๊สจะทำให้ความดันภายในเซลส์สูงขึ้น ทำให้สูญเสียอิเล็กทรอไลต์ไปจากการระบายแก๊สหรือน้ำออกทางรูระบายหรือเซฟตี้วาล์ว (vent caps) หรืออาจทำให้แบตฯ ถึงขั้นแตกเสียหายได้ถ้าชาร์จเร็วกระแสสูงไปสูงทำให้ความดันสูงไปด้วยจนเซฟตี้วาล์วระบายความดันไม่ทัน

ถึงตรงนี้ยังไม่จบนะ แค่ไหว้ครู ยังไม่ได้เริ่ม ดูแล บำรุงรักษา และ DIY
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 08:20:37 »

คำถามครับ  แล้วถ้าชาวเราไม่รู้อะไรมากมายข้างบนนี้ จะทำไงล่ะ สมมติ ถามแบบ บ้านก่อนนะ

-ไดชาร์ทก็ไม่รู้ว่ามันให้ไฟยังไงก็ไม่รู้ อยู่ตรงไหน วัด อย่างไร เอาอะไรมาวัด แล้วมันเกี่ยวอะไรกะแบตเตอรี

-อ่านมาแล้ว ก็พอรู้ว่าตัวร้ายคือผลึกเกลือ ตะกั่วซัลเฟต แล้วมันไม่เกิดไม่ได้เหรอทำไงไม่ให้เกิด

-แค่เรียกน้ำกรด น้ำกลั่น ก็เรียกได้แต่เอามาตั้งเคียงกัน ใสๆเหมือนกันก็ไม่รู้ ขวดไหนเป็นอะไร

-ที่เขาบอกหมั่นตรวจเติมระดับน้ำกลั่น ทำไงอ่ะ แค่ไหนถึงจะพอล่ะ หรือเต็มไว้ก่อนดี

ใครถามอะไรมาก็ได้ที่เกี่ยวกะแบตเตอรี แบบตัวอย่างข้างบน แล้วเดี๋ยวรวมอธิบาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 พฤศจิกายน 2010, 13:26:51 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
sansup@
Full Member
***

คะแนนชื่นชม (Like) 5
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 240

Join Date: ก.พ., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 09:41:34 »

กระทู้ดี มีสาระ น่าติดตาม

ขอบคุณที่นำสิ่งดีๆมาให้รับรู้กันครับ

ต่อเลยครับ อย่าช้า อิอิ
บันทึกการเข้า
chillee ®
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 421

Join Date: ต.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 10:28:27 »

แบบนี้เริ่มมีทิศทาง   07 Hi
อาจจะดูหนักหน่อยสำหรับ เพื่อนๆที่ไม่ได้อยู่ทางสายวิทย์
ชื่อสารแปลกๆ ก็มองข้ามไปก็ได้ครับ มองภาพรวมเพื่อความเข้าใจ

ขอบคุณครับสำหรับความรู้ดีๆ

ปล. จริงๆมีคำถามแต่อาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาส่วนนี้เท่าไหร่
คือความร้อนของแบตตอนทำงาน หรือความร้อนในห้องเครื่อง อย่างไหนน่าจะมีผลต่อการระเหยของน้ำกลั่นในแบตมากกว่ากันครับ
บันทึกการเข้า
อนุชา®
Extreme Member
******

คะแนนชื่นชม (Like) 470
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 12299

Join Date: มี.ค., 2010


มาร์ชส้มสุดที่รักของครอบครัว


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 10:59:22 »

ต่อเลยครับ... 07 Hi
ส่วนเรื่องที่ชาร์ทแบต กำลังมองหา สวิทช์ชิ่งเล็กๆซักตัว ไว้ชาร์ทแบตตอนจอดเปิดเพลงฟัง... 13 Smile
บันทึกการเข้า


ไม่ได้วิ่งเพื่อทำเวลาดีที่สุด แต่วิ่งเพื่อให้เจอช่วงเวลาที่ดีที่สุด               เต่าทองทัวร์ ดอยอินทนนท์ ปางอุ๋ง ปาย ดอยตุง
http://www.thaimarch.com/index.php?topic=5619.0       http://www.thaimarch.com/index.php?topic=15444.0
Biere
Global Moderator
Extreme Member
*

คะแนนชื่นชม (Like) 649
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 22467

Join Date: ก.พ., 2010


ReviewbyBiere.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 12:14:42 »

เข้ามาศึกษาด้วยครับ
บันทึกการเข้า

kongsak
Jr. Member
**

คะแนนชื่นชม (Like) 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 56

Join Date: พ.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 12:57:41 »

เข้ามาเก็บความรู้ครับ  15 confuse
บันทึกการเข้า

MOOKAJU *®
Sr. Member
****

คะแนนชื่นชม (Like) 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

Join Date: ส.ค., 2010



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 13:05:32 »

ขอบคุณ ข้อมูลนะครับ  มี 1 คำถามครับ  คือผมจะใช้รถ อาทิตย์ละ 1 วัน เปนส่วนใหญ๋  อีก 6 วันที่จอดอยู่กับที่  ควรดูแลรักษายังไงครับ   ขอบคุณล่วงหน้าครับ
บันทึกการเข้า


ภาพเต็มตามนี้ครับ http://www.thaimarch.com/index.php?topic=11697.0
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 14:00:58 »

ปล. จริงๆมีคำถามแต่อาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาส่วนนี้เท่าไหร่
คือความร้อนของแบตตอนทำงาน หรือความร้อนในห้องเครื่อง อย่างไหนน่าจะมีผลต่อการระเหยของน้ำกลั่นในแบตมากกว่ากันครับ

ถามมาอย่างงี้  อย่างกะมาแอบดูผมกำลังรวบรวมเรียบเรียง แน่ะ เอาเป็นว่าหยอดให้ก่อนเลยแล้วตามมา ขัดเกลาทีหลัง  เชิญทัศนา

อุณหภูมิกับอายุการใช้งาน          อุณหภูมิที่เหมาะสมในการใช้งานอยู่ที่ 25 องศาC (77 ฟาเรนไฮต์) อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 8 องศาC (15 ฟาเรนไฮต์) จะทำให้อายุการใช้งานของแบตฯลดลงครึ่งหนึ่ง เช่น แบตเตอรี่ แบบ VRLA จะมีอายุถึง 10 ปีที่อุณหภูมิ 25 องศา Cแต่จะลดลงเหลือ 5 ปี ที่อุณหภูมิ 33 องศาC (95 ฟาเรนไฮต์) และอายุเหลือไม่ถึง 1 ปีที่อุณหภูมิ 42 องศาC (107 ฟาเรนไฮต์) นอกจากนี้มันยังทำงานได้ไม่ดีในที่อุณหภูมิต่ำอีกด้วยอุณหภูมิที่ลดต่ำลงจะทำให้แบตฯ เก็บประจุได้น้อยลง ความจุของ แบตเตอรี่ จะลดลง 50 % ทุกๆ อุณหภูมิที่ต่ำลง 12 องศาC (22 ฟาเรนไฮต์) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในตอนเช้าที่อากาศเย็นเราถึงสตาร์ทรถติดได้ยากแต่การใช้งานที่อุณหภูมิต่ำก็จะทำให้อายุการใช้งานของมันยาวนานมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อ่านถึงตรงนี้เมื่อนึกถึงในห้องเครื่อง ต้องพูดถึงอุณหภูมิอากาศนะ ไม่ใช่โลหะห้องเครื่องหรืออุณหภูมิท่อเฮดเดอร์
ประมาณการว่าเครื่องยนต์มีประมาณ 100 เซลเซียส เฮดเดอร์ มากกว่านั้น แต่อากาศในห้องเครื่องก็มีอุณหภูมิเปลี่ยนไป
-ยามรถวิ่งผ่านอากาศ เช้า กลางวัน เย็น หรือกลางคืน เชื่อไหม ยากมากที่จะสูงเกินกว่าอุณหภูมิอากาศรอบข้างเกิน 5-10 องศา
-แต่จะร้อนยิ่งขึ้นยามใช้รถติดที่มีการจราจรคับคั่ง (รถไม่เคลื่อนตัว) และร้ายกว่านั้นเมื่อพัดลมไม่ดี เครื่องฮีท เหล่านี้ทำให้อุณหภูมิ ห้องเครื่องสูงไปด้วย
-ขณะที่เครื่องยนต์ทำงานจะมีอุปกรณ์หนึ่งทำหน้าที่ปล่อยกระแสไฟ ส่วนหนึ่งมาที่แบตเตอรี่ ตรงนี้ก็อีกหากขนาดแบตกะไดชาร์ทไม่ใหญ่มาก มีกำลังไฟเหลือมาที่แบต สัก 5-10 แอมป์ ก็ไม่ทำให้แบตร้อนขึ้นเท่าไหร่  แต่บางคนไปขยายไดชาร์ท กะว่าเหลือดีกว่าขาดก็ทำให้เกิดการชาร์ทไว และชาร์ทเกินบ่อยๆ ตรงนี้แหละที่แบตโดยเฉพาะน้ำกรดในแบต จะร้อนขึ้นอีกโขโดยไม่จำเป็น

จากที่โปรยข้างบน ผมให้คะแนนอุณหภูมิห้องเครื่อง เป็นลำดับแรกที่มีผลต่ออายุใช้งานแบต
แต่ถ้ามีผลต่อการสูญเสียน้ำกลั่นโดยการระเหย ผมให้คะแนนความไม่พอดี-สมดุลย์ของระบบกำลังไฟในรถมากกว่า เพราะเดี๋ยวก็ดึงไฟจากแบตไปใช้โน่นนี่ เดี๋ยวก็ชาร์ท และชาร์ท ตลอด ตอนนี้แบตก็ร้อนก็อุ่น  แถมมีพรายฟองแก๊ส ไฮโดรเจนด้วยตอนไฟชาร์ท จะพาละอองน้ำให้ระเหยไปพร้อมๆกัน

สรุปสำหรับสังเกตก็แล้วกันนะ หากแบตเราน้ำกลั่นแห้งไว มันก็ฟ้องแล้วว่ารถเราใช้ไฟมากเกินและไดชาร์ทเล็กไปหรือไม่
เราต้องมาคิดแล้วว่าไดชาร์ทแอมป์น้อยไป แต่อย่าให้สูงเกินไปมากๆ ไม่งั้นแบตเต็มแล้วก็ไฟเหลือๆยังจะชาร์ทแรงๆอีก และไม่มีตัวตัดก็เกิดการ โอเวอร์ชาร์ท  ไปหาช่างมาได้แล้ว ก่อนที่แบตจะลาโลกไว

แค่นี้ก่อนนะ ว่างๆจะมาปรุงแต่งเติมต่อ ให้เข้าใจง่ายขึ้นกระชับขึ้น ถึงตรงนี้หากขับมาไกลๆและจอดที่มั่นใจว่าไม่มีโจรขโมย ผมจอดปั๊บ ดับเครื่อง ยกฝากระโปรงโชว์ห้องเครื่องทันที.........ไม่ใช่  เพื่อให้ห้องเครื่องระบายความร้อนออกโดยไว   จนสามารถเอามือแตะได้ก็พอ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 พฤศจิกายน 2010, 15:10:04 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 14:16:58 »

คือผมจะใช้รถ อาทิตย์ละ 1 วัน เปนส่วนใหญ๋  อีก 6 วันที่จอดอยู่กับที่  ควรดูแลรักษายังไงครับ   ขอบคุณล่วงหน้าครับ

ไม่ใช้รถนานๆ ไม่ควรคาแบตไว้ในรถ ให้ดี(ไม่ใช่ไปตามคนชื่อดีนะ)ปลดขั้วลบออก แค่หกวันแล้วใช้ทีหนึ่ง ก็สตาร์ทแล้วเหมือนกะชาร์ทประจำ แต่ต้องดูเรื่องอื่นด้วย

และที่คุณ อนุชา® คิดไว้ "ส่วนเรื่องที่ชาร์ทแบต กำลังมองหา สวิทช์ชิ่งเล็กๆซักตัว ไว้ชาร์ทแบตตอน....." นั่นก็เหมาะการใช้รถไม่บ่อย

และดีกว่านั้น หรือไม่ก็หาเครื่องชาร์ตไฟแบตเล็กๆมาสักตัวแบบถูกๆหน่อย เบาๆกระเป๋า (จริงๆจะมีให้ทำDIY ตัวช่วยกันแบตเสื่อมไว ไว้ทำกันเอง ใช้กันเอง แต่เนื้อหายังไม่ถึง) ยิ่งเป็นตัวช่วยสลายผลึกเกลือตะกั่วซัลเฟต แล้ว นับว่าเลิศเลย แบตของท่านน่าจะมีอายุยาวนานขึ้นเป็นเท่าตัวจนจำไม่ได้ว่าซื้อมาปีไหน

แบบว่าประหยัด คุณ หมูกะจู หรือ มุกอะยู ก็ทำแบบปกติดีอยู่แล้ว(ใช้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง)   แต่ยังดี.........ยังดี...ไม่พอ ตามคำตอบเรียงตามลำดับ ดู - อ่านเรื่องอื่นด้วยครับ เช่น อุณหภูมิ หรือเรื่องระดับน้ำกลั่น ความเข้มข้นกรด แม้กระทั่งการติดตั้งอุกรณ์ไฟฟ้าเครื่องเสียงเพิ่ม เป็นต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 พฤศจิกายน 2010, 15:13:35 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
noom7265®
สมาชิก VIP
Hero Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 20
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 968

Join Date: มี.ค., 2010


ขับน้องSport Icony เพลินๆ เจริญๆๆ

noom7265@hotmail.com
ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #12 เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2010, 22:50:50 »

ข้อมูลดีๆ มาขอศึกษาด้วยคนนะครับ  07 Hi
บันทึกการเข้า

น้องสปอร์ตสุดLove เด็กแนวสาวก Fitt รองเท้าใหม่วิ่งฉิวเลย
http://www.thaimarch.com/index.php?topic=12384.0
silvernoval
Hero Member
*****

คะแนนชื่นชม (Like) 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 630

Join Date: ต.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #13 เมื่อ: 1 ธันวาคม 2010, 00:16:56 »

มาแล้ว
บันทึกการเข้า
toprasert
Newbie
*

คะแนนชื่นชม (Like) 24
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 43

Join Date: ก.ค., 2010



ดูรายละเอียด
« ตอบ #14 เมื่อ: 17 ธันวาคม 2010, 21:42:31 »

เมื่อต้นเดือนนี้ ได้ MSN กะสมาชิก ท่านถามถึงเรื่องแบตเตอรีรถยนต์ ไปยกรถดูข้อบกพร่อง ตัวรถบางประการ กลับพบว่าซุ้มล้อหน้าซ้ายโดยเฉพาะล้อแม็กลายพร้อย พบเหตุว่าเป็นเพราะน้ำกรดจากแบต ทะลักออกมาจากท่อหายใจ แบตเดือดครับ

ลักษณะแบตเดือดก็คือ เครื่องยนต์ทำงาน ไปสักพักหรือขับมาจอดแต่ยังไม่ดับเครื่อง ดูที่แบตเตอรี ที่ข้างๆมีหลอดใสๆ คือท่อหายใจแต่มีน้ำกรดคาอยู่หรือไหลทะลักล้นออกมา  
เมื่อเปิดจุกทั้ง 6 เพื่อดูอาการน้ำกรดภายในฟองแก๊สพรั่งพราวออกมาปูดๆ ราวกับต้มน้ำ และแบตจะร้อนผิดปกติจากภายในแผ่นธาตุ   เมื่อเอาโวลต์มิเตอร์วัดจะได้ค่าสูงกว่า 14.5 โวลต์ ครับบ้างก็ทะลุไป 15 หรือ 15.5 ขึ้นไป   ก็ได้คำตอบเศร้าๆแล้วครับว่า  เสียใจ

- อาการเริ่มต้น อาจจะ มีการลดลงของระดับน้ำกลั่นเร็วผิดปกติ เช่น ทุกอาทิตย์ต้องเติมน้ำกลั่น เดือนหนึ่งต้องมีหมดขวด
- อาการถัดมาก็มีค่าถพ ของน้ำกรดเจือจางลงเรื่อยๆ พร้อมกับมีการอ่อนลงของกำลังแบต ไม่ว่าจะขึ้นกระจกไฟฟ้า สตาร์ทยืด หรือ ไฟหน้าหรี่ๆ (ขณะที่เครื่องยนต์ยังไม่ทำงาน)
- แม้บางท่านจะเปลี่ยนแบตลูกใหม่ในกรณีแบตเสื่อมไปแล้ว แต่ใช้ไม่นาน พร้อมๆ กับการเสียหายแปลกๆ เช่นฟิวตัวนั้นนี้ขาดประจำ หลอดไฟขาดบ่อย ฯลฯ

ฟันธงครับว่า Generator (นักวิชาการทั่วไปเรียกสำหรับเครื่องแปลงกำลังงานกลจากการหมุน เป็นกระแสไฟฟ้า-หรือ เครื่องปั่นไฟฟ้า) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไดชาร์ท เริ่มเสื่อมแล้ว
ที่ตัวควบคุมแรงเคลื่อน หรือ Voltage Regulator ที่ติดตั้งอยู่กับ ไดชาร์ท(คนไทยมักเรียกกัน) ตัวนี้เกี่ยวข้องกะแบตเตอรีก็ตรงที่นอกจากจ่ายไฟให้ระบบรถยนต์ทั้งคันแล้ว ยังทำหน้าที่ชาร์ท แบตรถยนต์ด้วย

ภายในตัว generator นี้จะมีวงจรแปลงกระแสไฟฟ้าสลับให้เป็น กระแสไฟตรงและมีช่วงแรงเคลื่อน(โวลต์)ที่กำหนด ตัวนี้อยู่ติดเป็นอุปกรณ์แนบกันกับ ไดชาร์ท ตัวแปลงและตัวควบคุมแรงเคลื่อน-แรงดันไฟฟ้า หรือ Voltage Regulatorนี่แหละเสียหาย ตัวนี้หากช่างไฟฟ้าทั่วๆไปจะเรียกว่า Diode ไดโอด ครับ (ตรงนี้แหละที่ร้านซ่อมไดชาร์ท อาจจะรับซ่อมให้ถ้า หมดประกันหรือซื้อใหม่แพงไป - หรือช่างไฟฟ้าที่บ้านหม้อก็จัดหาเปลี่ยนให้ได้)

ตัวไดโอดนี่แหละที่เป็นตัวปัญหาของรถหลายๆค่าย-รุ่น  และก็เป็นตัวที่ทำให้ร้านขายไดชาร์ท(ที่ไม่มีจรรยาบรรณ)ตั้งตัวได้....................
หากไม่จัดการไดชาร์ทให้จ่ายไฟอย่างเหมาะสมนะ อีกไม่นานนอกจากแบตจะมีอายุสั้นแล้ว อื่นๆ ก็จะพังตามมาเป็นทิวแถว

สรุปการตรวจสอบ
1. อัตราการ Charge แรงเคลื่อนไฟฟ้าจาก Generator ว่าอยู่ในค่าปกติหรือไม่ ตรวจโดยใช้ เครื่องวัดโวลต์ โวลต์มิเตอร์หรือมัลติมิเตอร์ ขณะเครื่องยนต์ทำงาน
คือ ค่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าอัตราการ Charge ไฟฟ้าเข้าหม้อ Battery ซึ่งค่าปกติการชาร์ทจะต้องอยู่ที่ประมาณ 14-14.5 V หากต่ำกว่านี้ หรือสูงกว่านี้ ผิดปกติที่ ไดชาร์ท

2. ค่าความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดใน Battery ว่าอยู่ในค่าปกติหรือไม่ วัดขณะที่แบตฯเย็น และมีระดับน้ำกรดในแบตปกติ สูงกว่าแผ่นธาตุประมาณ 1 ซม
คือ ค่า ถ.พ. ของ Battery อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่ามาตรฐาน มาตรฐานคือ 1.25-1.30 หรือตามเครื่องวัดถพ ไม่แสดงที่แถบเหลืองและเขียว แต่แถบแสดงสภาพของ Battery อยู่ในแถบสีแดง ซึ่งหมายความว่า Battery ลูกนี้ได้เสื่อมสภาพไปแล้วนั่นเอง

สาเหตุที่ Battery เสื่อมสภาพก็เนื่องมาจากที่ Generator ได้ทำการ Charge ไฟฟ้าเข้า Battery เกินความต้องการ และไม่ทำการควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าให้อยู่ตามค่ามาตรฐานนั่นเอง จึงทำให้ Battery มีพรายก๊าซไฮโดรเจนขึ้นมากและเร็วเกินไป รวมทั้งมีความร้อนที่แผ่นธาตุมากเกินไป แผ่นธาตุภายในหม้อ Battery จึงเสื่อมสภาพ และเมื่อมันร้อนมากและมีฟองก๊าซ น้ำกลั่นและน้ำกรดภายในหม้อ Battery จึงขยายตัวและถูกดันออกมาทางช่องระบายน้ำกรด และก็ไหลลงสู่ด้านล่าง และในขณะที่รถวิ่งไปด้วยความเร็ว  เจ้าน้ำกรดที่ไหลออกมานั้นก็กระเซ็นไปโดนชิ้นส่วนต่างๆ ใต้ท้องรถยนต์ ทำให้เกิดการกัดกร่อนชิ้นส่วนที่เป็นโลหะใต้ท้องรถยนต์เสียหายได้ ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ และถ้าไม่ทำการแก้ไข Battery อาจจะเกิดระเบิดและจะยิ่งสร้างความเสียหายแก่ชิ้นส่วนที่อยู่ภายในห้องเครื่องอีกมากมาย

คราวนี้มาดูรูปครับ


ข้างบนทางซ้ายมือคือ Digital Multimeter ใช้วัดแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแบตขณะถูกชาร์ทตอนติดเครื่องยนต์    ทางขวามือยังไม่ต้องสนใจตอนนี้ก็ได้ คือเครื่องชาร์ทแบตรถยนต์ที่มีวงจรสลายผลึกเกลือซัลเฟตที่จะเกาะแผ่นธาตุ ลืมไปหรือยังเจ้าตัวร้าย



ข้างบนก็เป็นตัววัดวิเคราะห์แบตโดยเฉพาะ ไว้เนื้อความมาถึงจะค่อยแนะนำให้รู้จักครับ ไม่แอ๊บเหมือน GT200





รูปทั้งสองคือตัววัด ค่า ถพ ของน้ำกรดในแบต และ วิธีการใช้เครื่องวัดครับ มีไว้ใช้ก็ดีนะตัวละ 2-3 ร้อยเอง ใช้เติมน้ำกลั่นได้เรียบร้อยด้วย ดีกว่าหลับหูตาเติมน้ำกลั่นไปแต่ไม่คุมค่าถพ แบตก็เสื่อมไวได้

มีคำถามเชิญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 1 กุมภาพันธ์ 2011, 19:06:38 โดย toprasert » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

ซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง I ประกันภัยรถยนต์ I ประกันรถยนต์ I ประกันรถยนต์ชั้น 1

ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ I Vegus168

ThaiMARCH.COM - Nissan March Club (Thailand) คำแนะนำ หรือต้องการจองพื้นที่โฆษณา ติดต่อที่ ThaiMarchClub@yahoo.com

เครือข่าย Web Network | ThaiMARCH | SuzukiSwiftClub |

Black Rain by Crip Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2009, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF XHTML | CSS